one-pra-irood

วันนี้วันพระ เป็นวันอาสาฬหบูชา คนห่างวัดอย่างผมได้โอกาสตามคนอื่นไปทำบุญ แถมยังโชคดี ได้สะเก็ดความบางอย่างจากหลวงพี่ติดกลับบ้านมาอย่างไม่ตั้งใจ

น้อยคนที่ตั้งใจไป “ทำสังฆทาน” จะเคยเปิดดูว่ามีอะไรบ้างอยู่ในถัง (ใครมันจะกล้าเปิด ในเมื่อเขาห่อมาอย่างดีให้พร้อมถวายพระ ไปเปิดเอาด้วยความอยากรู้ เผลอๆจะบาปเอาด้วยซ้ำ) ซึ่งผลจากการสนทนา (ธรรม) กับหลวงพี่ ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงดังนี้

  • ถังขนาดเล็กสีเหลือง ขายแยกชิ้นตามร้านของชำราคา ๑๕ บาท แต่ราคาขายรวมแพ็คเป็นถังสังฆทานราคา ๖๐ บาท
  • ในถัง – มีกล่องยาแก้ปวดหัวหนึ่งกล่อง (ขนาดประมาณกล่องไทลีนอลแบบขวด) เปิดมาข้างในมียาแก้ปวดเพียง ๑ แผง ดูผ่านๆไม่น่าเกิน 8 เม็ด
  • ในถัง – มีถุงชาเห็ดหลินจือหนึ่งกล่อง เปิดมาข้างใน มีชาเห็ดหลินจือ ๑ ซองเล็กๆ และไม่เคยมีพระสงฆ์รูปไหนกล้าเปิดซอง ชงดื่ม เพราะไม่มีใครรู้วันหมดอายุ
  • ในถัง – มีกล่องธูปขนาดคุ้นตา หากเปิดมาด้านในมีธูปขนาด “หนึ่งคืบ” จำนวน 3 ดอก

พอลองมาคิดเอาเองต่อว่าทำไมมันถึงห่วยได้ขนาดนี้ แล้วทำไมพวกเราในฐานะคนซื้อ จึงไม่เคยคิดที่จะใส่ใจเลยว่าจริงๆแล้วในกล่องมันมีอะไรอยู่บ้าง ?


เดาเอาเองว่า สังฆทาน อาจเป็นตัวอย่างที่ดีของ ” บริโภคนิยม” เพราะมันคือสิ่งที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ คนใช้จึงเดือดร้อน จากของด้อยคุณภาพข้างใน โดยที่คนซื้ออาจไม่เคยรู้ เพราะเราจ่ายเงินซื้อถังสังฆทาน เพียงเพื่อนำมา​ถวายพระ ตั้งนะโมสามจบ แล้วกลับบ้านอย่างสบายใจ (อันนี้เป็นคำของหลวงพี่)

“ระบบ” อะไรบางอย่าง มันเปลี่ยนให้การ “ทำทาน” หมายถึงการ “จ่ายเงิน” เพื่อให้ได้มาซึ่งความสบายใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว การทำทานน่าจะเริ่มจาก “ใจ” ที่ต้องการจะ “สละ” อะไรสักอย่างที่เป็น “(ตัวกู) – ของกู” ให้แก่คนอื่นโดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน

และอะไรสักอย่างที่ว่านั่น น่าจะหมายรวมถึงอย่างอื่นนอกจาก “ตัวเงิน” ด้วย เช่น เวลา ความตั้งใจ ความพยายาม เม็ดเหงื่อ ความคิด ฯลฯ

เพราะสำหรับใครบางคน ตัวเงิน อาจไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด หลายคนบนโลกนี้พร้อมจะ “จ่าย” เพื่อให้ชีวิตง่าย สะดวก ประหยัดเวลา ฯลฯ ซึ่งในกรณีนี้หากคิดในมุมกลับกัน ก็อาจไม่ใช่การจงใจ “สละ” บางสิ่งให้ผู้อื่น เช่นที่เป็นแก่นของการทำทาน

มันอาจเป็นเพียงการจ่ายเพื่อ “บริโภคบุญ” และความสบายใจ ที่ได้มาอย่างแดกด่วน … รึเปล่า ?

ด้วยความคิดแบบคับแคบส่วนตัว – การนัดหมายวันเวลา การพากันไปเลือกซื้อของเพื่อถวายพระสงฆ์ การบรรจงบรรจุหีบห่อ การออกแรงกายขนย้าย ฯลฯ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ “การทำบุญ” ด้วยเช่นกัน เพราะมันไม่น่าจะหมายถึงจังหวะควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อจ่ายออกไปเป็นค่าสังฆทานเท่านั้นแน่ๆ

ถ้าคิดในมุมนี้ – บุญ จึงไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน (เท่านั้น) และ การสละเวลาเดินเลือกซื้อสิ่งของที่จะถวายให้พระสักนิด หลีกหนีจาก​”ประเพณีถังสังฆทาน” เสียบ้าง ก็อาจเป็นการดี

หากจะมีสักครั้งที่ชีวิตไม่ต้อง “สำเร็จรูป” บ้าง มันต้องเป็นเรื่องดีแน่ๆ

………..

อีกสิ่งที่หลวงพี่พยายามเล่าให้คนบาปหนาอย่างผมได้คิดต่อ คือความเป็นมาของวันสำคัญทางพุทธศาสนา

หากลองไล่เรียงดูวันสำคัญทางพุทธศาสนาดูจะพบว่าเริ่มต้นที่ “วันวิสาขบูชา” ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในเดือน ๖

จากนั้นท่านเดินเผยแพร่สิ่งที่ท่านตรัสรู้อยู่กว่า ๒ เดือน จึงมีโอกาสแสดงธรรมใน “วันอาสาฬหบูชา” ในวันเพ็ญเดือน ๘ ก่อให้เกิดพระสงฆ์องค์แรก ทำให้เรียกวันนี้ว่า “วันพระธรรม” และ “วันพระสงฆ์”

เผยแพร่ศาสนาต่อไปอีกกว่า ๗​ เดือน ถึงวันเพ็ญเดือน ๓ ก็มีพระสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยตนเองกว่า ๑,๒๕๐ รูปมาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายใน “วันมาฆบูชา”

คิดแล้วก็น่าประทับใจ ถ้าใครสักคนค้นพบความรู้ที่ยิ่งใหญ่ของโลกด้วยตนเอง พบก็ไม่นั่งเฉยๆ แต่กลับลุกขึ้นมาโกนหัว นุ่งจีวร​ แต่งตัวแปลกประหลาด (การแต่งตัวแบบสงฆ์ในสมัยก่อน ว่ากันว่า เป็นการล้อเลียนการแต่งกายของวรรณะจันฑาล (ทาส) ในยุคนั้น) เดินไป เดินมา แสวงหาลูกศิษย์ เฝ้ารอโอกาส “เผยแพร่” สิ่งที่ตนเองค้นพบให้กับคนอื่นในโลก – เป็นตัวเราจะลงทุนทำขนาดนี้ไหม ?

พอเจอคนสนใจ​ “ธรรม” ที่ตนเองค้นพบ ก็ใช้เวลาอีก ๗ เดือน บวชผู้คนเข้ามาในศาสนากว่า ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งถ้าคิดตัวเลขนี้ให้ดีจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าบวชพระกว่า ๑๗๘ รูปต่อเดือน หรือเกือบ ๖ รูปต่อวัน

พระพุทธเจ้า ดูจะทำงานหนักไม่แพ้ผู้จัดการกองทุนแถวสาทร

คิดแล้วก็น่าคิดต่อ – ท่ามกลางกระแสความ “เสื่อม” ของศาสนาในสังคมทุกวันนี้ สิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะค้นพบเมื่อ ๒,๕๙๗ ปีก่อน ต้อง “มีอะไรบางอย่าง” ที่ยิ่งใหญ่และเป็น “อกาลิโก” ไม่ขึ้นกับเวลา ไม่ขึ้นกับสถานที่ (อย่างที่เค้าพร่ำพูดกัน) แน่ๆ มิเช่นนั้น มันคงไม่สามารถเติบใหญ่ต่อมาจนเป็นหนึ่งในชุดความคิดที่สำคัญของมนุษย์กว่าครึ่งค่อนโลก เช่นทุกวันนี้

ปัญหาจึงไม่น่าอยู่ที่ตัวศาสนา มากไปกว่า “คน” ที่เกี่ยวพันกับศาสนา – ทั้งผู้ที่ต้องการศึกษาเรียนรู้ ผู้คาดหวัง ผู้แสวงหา ผู้หวังพึ่งพิง ผู้หวังผลประโยชน์ ผู้ที่มีหน้าที่สั่งสอน ผู้มีอำนาจ ผู้มีหน้าที่ดัดแปลง นำเสนอ กระทั่งตีความ สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ฯลฯ

It’s all come down to people, not the truth itself.

………..

และทั้งหมดนี้ เป็น “สะเก็ด” ความคิดเรื่อยเปื่อย ที่ติดมาในหัวคนห่างวัดอย่างตัวผมในวันอาสาฬหบูชาปีนี้

สา … ธุ