Transformers 2
- June 29th, 2009
- Posted in nagging
- Write comment

เพื่อไม่ให้ตกกระแส …. ผมไปดูมาแล้วครับ
ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยไปดูหนังแบบ “ทางการ” ขนาดนี้เป็นครั้งแรก เพราะขับรถไปซื้อตั๋วล่วงหน้า 7 วัน ต่อคิว 15 คิว ได้ตั๋วรอบค่ำ แถมที่นั่งเหลืออีกแค่ครึ่งโรง
ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะอยากดูหนังฟอร์มยักษ์ Transformers 2 ในโรง IMAX เพราะยังติดใจความอลังการของฟิล์มขนาดยักษ์จาก Bat Man – The Dark Knight ไม่หาย
ภาพจากโรงหนัง IMAX ยังน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนเดิม (แม้โดยส่วนตัวผมจะชอบภาพจาก Bat Man – The Dark Knight มากกว่าเรื่องนี้) สวยงาม คมชัด และใหญ่โตอลังการ ดูแล้วอยากเลิกเล่น DSLR หันไปเล่นกล้องมีเดียมฟอร์แมตแทน (ฮา)
อีกอย่างที่ประทับใจมากคือระบบเสียง อาจเป็นเพราะระบบของ IMAX เอง หรืออาจเพราะ transformers ทำระบบเสียงออกมาดี เล่นเสียงดังเบา เล่นระดับ เล่นเสียงเล็ก เสียงใหญ่ เล่นความใกล้ ไกล ซ้าย ขวา หน้า หลัง ดีมากเป็นทุนอยู่แล้วก็ได้
เอาเป็นว่าผลคือผมได้ยินเสียงเหล็กกระทบกันสนั่นลั่นโรง ได้ยิงเสียงเศษแก้ว เศษฝุ่น ชัดแจ๋วยังกับได้วิ่งคลุกฝุ่นอยู่ข้างๆเมแกน ฟ๊อกซ์



โดยรวมแล้วหนังสนุกตื่นเต้นตลอดสองชั่วโมงกว่า นั่งดูไปก็ใจเต้นตึกๆๆๆๆไปตลอด ไมเคิล เบย์ แทบจะไม่ปล่อยให้เราได้พักหายใจเลยสักนิด เรียกว่ามีฉากต่อสู้ ยิงกันสนั่น ระเบิดกันวินาศสันตะโร ให้ดูกันจุใจอยู่ทุก 5 นาที สมกับที่คนดูคาดหวัง
แต่จุดอ่อนของหนังอยู่ที่เนื้อเรื่อง แม้หลายคนจะบอกว่ามันเป็นหนังแอคชั่น จะเอาอะไรนักหนาก็เถอะ แต่มันอ่อนยวบยาบเสียเหลือเกิน จนมีหลายครั้งที่มัน “ขัดความรู้สึก” อย่างเลี่ยงไม่ได้เลยจริงๆ
theme หลักของภาคนี้ เหมือนยำใหญ่หนังไซ-ไฟ ไล่มาตั้งแต่ star wars (ศิษย์-อาจารย์), the matrix revolution (สงครามกับเครื่องจักร), หรือกระทั่งอารมณ์แบบ terminator ก็ยังมีให้เห็น (คืออดสงสัยไม่ได้จริงๆว่าถ้าหุ่นมันแปลงเป็นคนได้ “เนียน” ขนาดนั้น ทำไมมันไม่แปลงเป็นคนมาฆ่าให้จบๆไปเลยเหมือน terminator ฟะ)
แม้จะไม่คาดหวังอะไรกับเนื้อเรื่อง แต่อย่างน้อยๆมันต้อง “สอดคล้อง” กันบ้างมันถึงจะดูสนุก (ตกลงไอ้หุ่นทั้งหลายนี่ทำยังไงถึงจะตาย โดนปืนยิงตายไหม หรือต้องปืนใหญ่ หรือจริงๆโดนปืนไม่เป็นไร ต้องโดนแทง แล้วทำไมบางทีตายง่าย บางทีตายยาก ฯลฯ) โดยรวมแล้วผมว่าภาคหนึ่ง ทำเนื้อหาออกมาได้สนุกสนาน กลมกลืนมากกว่าภาคนี้
ภาคนี้ดูเอามันส์อย่างเดียวครับ เหมือนมานั่งดูฉากแอคชั่นมหากาฬ สลับกับฉากเซ็กส์ซี่ (ที่มหากาฬไม่แพ้กัน) ของ เมแกน ฟ๊อกซ์ โดยไม่ต้องเอาใจความอะไรกันให้เหนื่อยกว่านี้
ถามว่าสนุกมั๊ย – คงตอบว่าสนุกดี – ขับรถกลับบ้าน ยังอยากให้รถตัวเองเปลี่ยนเป็นหุ่นยนต์ได้บ้างจังเลย คงสนุกดีแน่ๆ
แต่จะว่าไปก็เหมือนกินแฮมเบอร์เกอร์ เป็นแฮมเบอร์เกอร์ชั้นดี เนื้ออร่อย ผักสด กินแล้วอิ่ม อร่อย จุก แน่น สะใจ เต็มที่ – แต่ยังไงก็ไม่ใช่เนื้อสเต็กชั้นเยี่ยม เนื้อไม่นุ่ม รสชาติไม่กลมกล่อม เหมือน The Matrix, Starwars, The Dark Knight หรือกระทั่ง Terminator 4 (ที่ผมว่าเนื้อหายังออกมากลมกลืนกว่านี้)



มีเรื่องสารภาพอีกหนึ่งอย่าง
แม้ฉากต่อสู้จะยิ่งใหญ่อลังการ มันส์หยดทุกวินาที แต่ดูเหมือนสิ่งที่ catch attention ได้มากกว่าร่างใหญ่ยักษ์ของ Optimus Prime กลับเป็นร่างของ เมแกน ฟ๊อกซ์ ผู้หญิงที่คนทั่วโลกโหวตให้มีความเซ็กส์ซี่เป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน
เมแกน ฟ๊อกซ์ – ตลอดทั้งเรื่องเธอน่าจะมีบทพูดไม่เกิน 20 ครั้ง ความยาวรวมกันยังไม่เท่าบทพูดของหุ่นยนต์อย่าง Optimus Prime เลยด้วยซ้ำ
สิ่งที่เธอทำ มีเพียงการถอดเสื้อผ้า เผยอปาก ส่งสายตายั่วยวน และใส่สายเดี่ยว วิ่งหนีห่ากระสุน (โดยที่กางเกงสีขาวแทบไม่เปื้อน !!)
แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ สำหรับบัตรราคา 300 บาท กับการได้เห็น เมแกน ฟ๊อกซ์ วิ่งๆๆๆๆ บนจอหนังที่สูงเท่าตึก 8 ชั้น (ฮา)


ชิ !!
ไม่ชอบ IMAX โรงมันใหญ่ไป ตากวาดดูได้ไม่ทั่ว .. เหมือนเอาจอ 50 นิ้วมาตั้งตรงข้างหน้า ที่ห่างไปหนึ่งเมตร
เห็นนมเลย
ขอไอคอนน้ำลายไหลด้วย
Hi iRood,
What happens to Sit-here? You guys got some good things going. It’s a pity to discontinue it. At least please republish your articles here. They are too good to keep to yourself alone.
I just finished watching District9 and it reminds me very strongly of Rohinya people. (I was reading AjNithi’s article on their background when the issue was in public attention.) I wish you could write something about District9.
Take care,