stress-cartoon

เมื่อมองย้อนหลังไปสองสามปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะพยายามเฉไฉหรือปฏิเสธเพื่อปลอบใจตนเองเพียงใด ผมต้องยอมรับว่าสิ่งที่ผมใช้ชีวิตด้วยทุกวัน เจอกันบ่อยที่สุด และบริหารจัดการ​“มัน”​มาอย่างสม่ำเสมอคือ “ความเครียด”

โดยปกติแล้วผม (คิดว่าตัวเอง) เป็นคนไม่เครียด อย่างน้อยก็เครียดยากกว่าเพื่อนฝูงรอบตัวพอควร ความรู้ความสามารถที่ตนเองพอจะมี ก็มักทำให้เราบริหารจัดการสถานการณ์ต่างๆได้ดีในระดับหนึ่ง

ผมกับความเครียดไม่ค่อยได้พบเจอกันบ่อยเท่าไหร่ ที่เครียดชนิดจำฝังหัวจริงๆก็อาจย้อนกลับไปได้ถึงสมัยที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยช่วงก่อนสอบวิชาคณิตศาสตร์มหาโหด หรือไม่ก็ช่วงก่อนสอบเอ็นทรานซ์โน่นเลย

สารภาพ – ผมก็ไม่รู้หรอกว่าทั้งหมดนั้นมันเป็นเพียง​“มายาคติ” หรือเปล่า เพราะมันอาจเหมือน “คนเมา” ที่มักบอกเสมอว่าตนเอง​“ไม่เมา” ก็เป็นได้ แต่ผมก็เชื่อของผมอย่างนี้จริงๆ

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วสองปีที่ผ่านมานี้ ผมเครียดกับอะไร

โดยไม่ต้องการ​“พาดพิง”​ถึงเรื่องราวอื่นๆมากเกินไปนัก ผมสรุปสั้นๆว่าร้อยละ 80 ของความเครียดที่ต้องพบเจอในแต่ละวันมาจาก​“หน้าที่” ที่ตนเองได้รับมอบหมายให้ทำ

สรุปให้เห็นภาพมากกว่านั้นคือ – ผมเป็นนักวิ่ง – มีหน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือวิ่งให้ถึงเส้นชัยก่อนคู่แข่ง

แต่ด้วยโชคลางหรือเคราะห์กรรมแต่ปางไหนก็ตามที ทำให้ผมเป็นนักวิ่งที่ต้องเริ่มวิ่งจากจุดที่อยู่ห่างคู่แข่ง 2 ช่วงตัว มีเชือกผูกอยู่ที่เอวเพื่อลากรถเข็นลูกชิ้นปิ้งไปกับตัวเองด้วย โดนปิดตาข้างหนึ่ง ส่วนมือทั้งสองโดนจับมัดด้านหลัง และวิ่งไปสักพัก รองเท้าก็ขาดไปอีกข้างหนึ่ง และไม่มีให้เปลี่ยนใหม่

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้ออ้าง หน้าที่หลักยังคงเป็นการ​“วิ่งเพื่อชัยชนะ”​เหมือนเดิม เพียงแต่ต้องชนะอย่างมีเงื่อนไขพร้อมสมบูรณ์เท่านั้น

และด้วยสภาพนั้นเอง ทำให้ผมตื่นเช้าขึ้นมาทุกวันพร้อมกับความคิดว่าวันนี้จะวิ่งอย่างไรดี วิ่งท่าไหนจะทำให้เราไปได้ไกลที่สุด ทำอย่างไรจะมีเรี่ยวแรงมากที่สุด ทำอย่างไรจะถึงเส้นชัยเร็วที่สุด ฯลฯ

สิ่งเดียวที่ไม่สามารถคิดได้ก็คือ “ทำไม”​ตนเองจะต้องวิ่งไป พร้อมกับลากรถเข็น ปิดตา และมีรองเท้าเพียงข้างเดียว – เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่นักวิ่งที่จะต้องคิด เราเป็นนักวิ่ง เรามีหน้าที่วิ่ง – จบ

ด้วยเหตุนี้ หากหันไปมองชีวิตช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ต้องจัดเป็น “ไฮไลท์” ของช่วงชีวิตนี้ก็คือ “ความเครียด” เพราะมันเป็นช่วงชีวิตที่แทบจะหาวัน “สบายๆ” ไม่ได้เอาเสียเลย ทุกเช้าของวันใหม่ หมายถึงปัญหาใหม่ๆที่ถาโถมเข้ามาให้แก้ไข พร้อมกับปัญหาเดิมๆที่กองค้างมาจากเมื่อวันก่อน

วันที่โชคดีคือวันที่เรื่องราวที่เข้ามา เป็นประเภทยังพอประคับประคองหาทางแก้ต่อไปได้บ้าง แต่กว่าครึ่งของวันเวลาไม่ได้โชคดีเช่นนั้น เพราะส่วนใหญ่เรื่องราวที่เข้ามาล้วนแต่อยู่ในระดับที่ต้อง “ก่ายหน้าผาก” แทบทั้งสิ้น

พูดง่ายๆว่าตลอดสองปีกว่าที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตมี​“ความเครียด”​เป็นเพื่อนสนิทที่เจอหน้ากันทุกเช้า และเข้านอนพร้อมกันทุกคืน นอกจากเจอกันบ่อยแล้ว ระดับความรุนแรงของมันยังมากที่สุด เท่าที่เกิดมาเคยต้องแบกรับเลยทีเดียว

ด้วยความเป็นคนชอบคิด (หลายครั้งเข้าขั้นฟุ้งซ่าน) ชอบสังเกต และชอบตั้งคำถาม ทำให้ผมสังเกต​“อาการ” ของตัวเองอยู่เสมอทุกครั้งที่รู้สึกตัวเองว่ากำลังเครียด

เข้าทำนองที่พระท่านมักสอนว่า​ “ให้ฝึกพิจารณาจิต”

เมื่อทำเช่นนี้บ่อยๆ ผมพบว่าผมรู้จัก​“ความเครียด”​มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน เรื่องหลายเรื่องที่ผมฝึกฝนจนสามารถ “วาง” มันลงได้อย่างง่ายดาย และอีกหลายเรื่อง ผมก็สามารถเดาได้ว่าตนเองจะต้องเครียดกับมันแน่ๆอย่างไม่อาจหลบหนี

โดยการ “พิจารณา” จากตัวเองเป็นพื้นฐาน นี่คือข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับ “ความเครียด” ผู้เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผมในเวลานี้

อะไรคือความเครียด และ ทำไมถึงเครียด ?

ด้วยเหตุผลร้อยพันข้อ ถ้าเราพิจารณาดูให้ลึกลงไปถึงที่สุดแล้ว เราจะพบว่าความเครียดคือความทุกข์ชนิดหนึ่ง เป็นความทุกข์ที่ไม่ได้เกิดจากความผิดหวัง ความเสียใจ หรือความเจ็บปวด แต่เกิดจากความอยาก ความต้องการ หรือความคาดหวัง (ว่าจะได้) บางสิ่ง

หากตั้งสติสังเกตให้ดี – เวลาเราเจ็บปวดหรือเสียใจ เรามักพบว่ามันไม่ใช่ความเครียด ความเสียใจคือความเศร้า ความเจ็บปวด ซึ่งแต่ละคนอาจมีวิธีระบายความเสียใจแตกต่างกันไป แต่ท้ายสุดแล้วมันคือความโศก ความเศร้า ไม่ใช่ความตึง และความเครียด

สิ่งที่ขับดันความเครียดคือความรู้สึกอยากได้อะไรสักอย่าง อยากให้บางสิ่งเกิดขึ้น “คาดหวัง” ว่าบางสิ่งควรเกิดขึ้น หรือน่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อมันไม่เป็นเช่นนั้น ก็คือจุดเริ่มต้นของความเครียด

ในระดับผิวเผิน ความอยาก มักไม่สร้างความเครียดด้วยตัวของมันเอง

ตัวอย่างเช่น ใครๆก็​ “อยาก” ​มีบ้านหลังละ 30 ล้าน อยากเกษียณตัวเองตอนอายุ 25 อยากเที่ยวรอบโลก กินอาหารสุดหรู มีชีวิตสุดสบาย ฯลฯ​แต่เราทุกคนก็ทราบดีว่ามันเป็นได้แค่เพียงความ​“อยาก” และคนส่วนใหญ่ มักไม่เอาเรื่องพวกนี้มาเครียด เพราะเราเรียกมันว่าเป็น​ “ความฝัน”

แต่ความอยากจะทำให้เกิดความเครียด เมื่อมันเป็นความอยากที่เราต้องการมัน มีผลประโยชน์ผูกติดกับมัน มีมาตรฐานทางจิตใจบางอย่างกับความอยากนั้น หรือมีความรู้สึกว่าหากมันไม่เป็นเช่นนั้น จะเกิดผลเสียหายร้ายแรง

ตัวอย่างเช่น ลูกสาวสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังไม่ได้ มารดาไม่หายจากโรคไขข้อเสื่อม ธุรกิจที่ลงทุนไปล้มเหลว

กรณีเช่นนี้มักพบว่าความรู้สึกเครียด จะเกิดขึ้นขนานกันไปสองชนิดคือ

เครียดที่ตัวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น – ทำไมลูกสาวสอบไม่ได้ล่ะ โธ่ แล้วลูกเราโตมาจะได้เข้าจุฬา-ธรรมศาสตร์ได้ไหมเนี่ย

และเครียดกับการหาหนทางแก้ไข – แล้วจะทำอย่างไรดี จะเอาเงินที่ไหนส่งเรียนพิเศษ จะต้องบากหน้าไปขอให้ผู้ใหญ่คนไหนช่วยฝากบ้างเนี่ย แล้วจะสำเร็จไหม จะทันเวลาไหม ฯลฯ

ทำอย่างไรจะหายเครียด ?

อันนี้เป็นคำถามโลกแตก เพราะหากตัวผมเองทำได้ ก็คงไม่มานั่งตรงนี้แล้วบอกว่ามีเพื่อนสนิทคือความเครียดแน่ๆ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเรา​“พิจารณา” แล้วเห็นว่าความเครียด เกิดจาก ความอยาก จริงดังที่เล่าไว้ ก็เดาได้ไม่ยากว่าหนทางเดียวที่จะ​“ไม่เครียด” ได้ คือการ​“เลิกอยาก” หรือที่ภาษาพระเขาเรียกว่า “ปล่อยวาง” นั่นเอง

ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า การ “เลิกอยาก” นั้นมันทำไม่ได้โดยง่าย

ด้วยระบบการทำงานในโลกทุนนิยมเช่นทุกวันนี้ ทุกอย่างถูกขับดันด้วยพลังแห่งความต้องการ (หรือที่เรียกกันว่า Incentive) คำย่อต่างๆมากมายถูกคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นเพื่อ “เพิ่มความอยาก” ทั้ง KPI, Measurement, Score Card, Rating, Target, Cust Sat ฯลฯ
ซึ่งด้วยระบบเช่นนี้ บัวเหล่าที่สี่อย่างผมจึงพบว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำงานไปด้วย และ “ปล่อยวาง” ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ระบบมันออกแบบมาดีมากเสียจน​“ความอยาก”​กับ​“หน้าที่” คือสิ่งเดียวกัน ซึ่งนั่นหมายความเมื่อไหร่ที่คุณไม่อยาก ก็แปลว่าคุณยินดีที่จะ “ละเลย” หน้าที่ของคุณไปในตัว

ตัวอย่างเช่น วันนี้คุณอาจตื่นมาโดยทราบดีว่ามีสิ่งที่ต้องทำ 3 ข้อ

ทำไปสองข้อ ปรากฏว่ากำลังมุ่งหน้าไปข้อสาม เกิดปัญหาขึ้นอย่างหนึ่ง ทำให้คุณต้องกลับไปแก้ที่ข้อ 1.5 ใหม่อีกครั้ง แก้เสร็จ อาจต้องไปแก้ข้อ 1.8 ข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และ ข้อ 2.5 ต่อไป

ทำไปจนหมดวัน (และหมดแรง) สุดท้ายคุณยังทำได้ไม่ครบ 3 ข้อเสียที ซึ่งด้วยระบบการทำงานของโลกทุกวันนี้ คงไม่มีพื้นที่ให้ใครสักคนบอกกับตัวเองว่า​“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยเริ่มทำ 1 ถึง 3 ใหม่อีกรอบก็ได้” ได้ง่ายๆ

ผมไม่แน่ใจว่าต้องอยู่ในโลกแบบไหน ในแวดวงใด จึงจะทำได้ – แต่อย่างน้อยในโลกที่ผมอยู่ ก็ไม่อนุญาตให้เราคิดแบบนี้ได้เรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด เพราะท้ายที่สุดแล้วเราทุกคนต้องการผลลัพธ์กันทั้งนั้น

ในเมื่อมันดูจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะ “เลิกอยาก” ทางเดียวที่ผมพบว่าพอจะเป็นไปได้ก็คือการพยายาม “ลด” ความอยากลงบ้าง สร้างความสมดุล ระหว่าง แรงขับดัน ความอยาก และความเครียด

เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าตัวเองเครียดไป เมื่อนั้นคือเวลาที่ต้องตั้งสติตัวเองกลับมา พร้อมบอกให้ตัวเองลด​“ความอยาก”​ลงบ้าง ความเครียดก็จะลดลงไปเอง

เทคนิคนี้ใช้ได้กับความเครียดที่มาจากกรณีอื่นๆด้วยเช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้วแทบทุกกรณีของความเครียด ก็ล้วนมีรากเหง้ามากจากความอยากด้วยกันทั้งนั้น

ทำไมคนนั้นมันทำอย่างนี้ ทำไมคนนี้ไม่ยอมคิดอย่างนั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมคนโน้นถึงไม่เข้าใจเราบ้าง แล้วไอ้คนนั้นมันจะเอาอะไรกับเรานักหนา ฯลฯ – กรณีทำนองนี้ ลดความเครียดได้ด้วยการ “อยากเอาใจคนอื่น” ให้น้อยลง และ “คาดหวัง” สิ่งต่างๆจากคนอื่นให้น้อยลงด้วย

แต่ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่า “ระบบ” มันไม่เคยยอมให้เรา​“เลิกอยาก” ได้โดยง่าย ทางเดียวที่เราพอจะ (พยายาม)​ทำได้ก็คือการสร้างสมดุล ไม่ให้เครียดมากเกินไป หรือเฉื่อยเกินไปจนเสียงานเสียการ

สิ่งที่สังเกตพบ

อันนี้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมาก เพราะหลายครั้งที่ตนเองไม่รู้สึกตัวเมื่อเกิดอาการต่างๆเหล่านี้ มารู้ตัวอีกทีก็พบว่า “เอ้อ ..​เรากำลังเครียด ..​ตัวเราเลยเป็นอย่างนี้อีกแล้ว” อยู่เสมอ

หายใจผิดปกติ
จังหวะการหายใจเข้า-ออกเป็นสิ่งหนึ่งที่สัมพันธ์กับสภาพกิจกรรม ร่างกาย และจิตใจของมนุษย์ หลายคนมักไม่สังเกตว่าเมื่อเรา​“เครียด” จังหวะการหายใจเข้า-ออกของเราจะผิดไปจากปกติ

เมื่อเราเครียด เราจะหายใจถี่ขึ้น ตื้นขึ้น และหลายครั้งเรา “กลั้นหายใจ” โดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งเมื่อหายใจเอาอากาศเข้าไปน้อยลงเรื่อยๆ สุดท้ายร่างกายก็จะเกิดอาการ​“ถอนหายใจ” เพื่อระบายอากาศออกมา และบังคับให้เราหายใจเข้าไปใหม่ให้ลึกๆ เราจึงรู้สึกว่าการถอนหายใจเป็นอาการอย่างหนึ่งของการระบาย “ความเครียด”

แต่ถ้าสังเกตตัวเองให้ดีจะพบว่าเป็นตัวเราเองที่กลั้นหายใจเมื่อเราเริ่มเครียด

เมื่อสังเกตได้ดังนี้ ครั้งต่อไปที่เครียด ให้ลอง​“ฝืน” ธรรมชาติ หายใจเข้า-ออกให้ยาวๆ ลึกๆ ช้าๆ ดูบ้าง จะรู้สึกได้ว่าความ “ตึง”​ในจิตใจจะลดลงอย่างน่าประหลาด

น้ำย่อยออกมาเยอะ รู้สึกร้อนในกระเพาะ
มีหลายครั้งที่หลังจากวางโทรศัพท์ลงแล้ว​(พร้อมฟังเรื่องร้ายๆที่ต้องแก้ไข) ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามี​“ความร้อน”​เกิดขึ้นในช่องท้องซึ่งเดาได้ว่าเกิดจากกรดในกระเพาะที่หลั่งออกมาเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราเครียด

ทางแก้เรื่องนี้ไม่ให้เกิดนั้นไม่มี ที่พอทำได้ก็คือต้องมั่นใจว่าเรากินข้าวตรงเวลา หาของใส่ท้องเพื่อไม่ให้น้ำย่อยไปย่อยกระเพาะตัวเองเสียก่อน – การกินนม – เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำได้โดยง่ายและเร็ว

ปวดหัว ปวดขมับ
อันนี้เกิดขึ้นเสมอเวลาเครียดมากๆ โดยส่วนตัวเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อเรา​“กลั้นหายใจ”​โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะการกลั้นหายใจ น่าจะทำให้สมองขนาดออกซิเจน ซึ่งย่อมทำให้เลือดต้องสูบฉีดเร็วขึ้น เส้นเลือดบีบรัดมากขึ้น ทำให้ปวดหัว ปวดขมับ

mshn177l

และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สังเกตได้จากตัวเองเมื่อต้องพบเจอกับ “ความเครียด” ในแต่ละวัน

ก็ได้แต่หวังว่าตัวเองจะ​“จัดการ”​กับ “เพื่อนสนิท” ที่ชื่อความเครียดนี้ได้ดียิ่งขึ้น

และจะดีที่สุด หากเราจะเลิกคบกันไปเลยเสียที