<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>iRood</title>
	<atom:link href="http://www.irood.net/blog/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.irood.net/blog</link>
	<description>unbearable lightness of being ... me</description>
	<lastBuildDate>Wed, 07 Apr 2010 21:24:57 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>บันทึกหลังเกม</title>
		<link>http://www.irood.net/blog/?p=571</link>
		<comments>http://www.irood.net/blog/?p=571#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Apr 2010 21:18:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iRood</dc:creator>
				<category><![CDATA[life & thoughts]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.irood.net/blog/?p=571</guid>
		<description><![CDATA[ปี 1999 &#8211; คัมป์ นู เมืองบาร์เซโลน่า เกมแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ
นาทีที่ 89 บาเยิร์น์มิวนิค นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ 1-0
นาทีที่ 90 แมนยู ได้ลูกเตะมุม บอลเด้งไปเด้งมา เข้าทาง เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม ยิงตามน้ำเข้าไป เสมอ 1-1
นาทีที่ 92 แมนยู ได้ลูกเตะมุมอีกครั้ง กองหลังบาเยิร์นประกบไม่ดี โอเล่ กุนนาร์ โซลส์จาร์ จิ้มบอลเข้าไปตุงตาข่าย แมนยูนำ 2-1 พร้อมกับเสียงเฮทั้งน้ำตาของแฟนปีศาจแดงหลายล้านคนทั่วโลก
หนึ่งนาทีหลังจากนั้น กรรมการเป่านกหวีดจบเกม  &#8211; แมนยู ใช้เวลา 3 นาที เอาชนะบาร์เยิร์นมิวนิค ได้แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพไปครอง พร้อมกับภาพกองหลังบาร์เยิร์นนั่งลงร้องไห้กับพื้นสนาม
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;
สิบเอ็ดปีผ่านไป เหมือนโดนคำสาปจากบาปกรรมเมื่อปี 1999
แมนยู เล่นในบ้าน ทั้งทีมประสานงานกันดีมาก เกมรุกดุดันเต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนของนักเตะวัยหนุ่ม
40 นาทีแรก แมนยู นำไปก่อน 3-0 (สกอร์รวม 4-2)
แต่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 1999 &#8211; คัมป์ นู เมืองบาร์เซโลน่า เกมแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ</p>
<p>นาทีที่ 89 บาเยิร์น์มิวนิค นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ 1-0</p>
<p>นาทีที่ 90 แมนยู ได้ลูกเตะมุม บอลเด้งไปเด้งมา เข้าทาง เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม ยิงตามน้ำเข้าไป เสมอ 1-1</p>
<p>นาทีที่ 92 แมนยู ได้ลูกเตะมุมอีกครั้ง กองหลังบาเยิร์นประกบไม่ดี โอเล่ กุนนาร์ โซลส์จาร์ จิ้มบอลเข้าไปตุงตาข่าย แมนยูนำ 2-1 พร้อมกับเสียงเฮทั้งน้ำตาของแฟนปีศาจแดงหลายล้านคนทั่วโลก</p>
<p>หนึ่งนาทีหลังจากนั้น กรรมการเป่านกหวีดจบเกม  &#8211; แมนยู ใช้เวลา 3 นาที เอาชนะบาร์เยิร์นมิวนิค ได้แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพไปครอง พร้อมกับภาพกองหลังบาร์เยิร์นนั่งลงร้องไห้กับพื้นสนาม</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>สิบเอ็ดปีผ่านไป เหมือนโดนคำสาปจากบาปกรรมเมื่อปี 1999</p>
<p>แมนยู เล่นในบ้าน ทั้งทีมประสานงานกันดีมาก เกมรุกดุดันเต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนของนักเตะวัยหนุ่ม</p>
<p>40 นาทีแรก แมนยู นำไปก่อน 3-0 (สกอร์รวม 4-2)</p>
<p>แต่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ด้วยความผิดพลาดของคาร์ริก ทำให้โดนตีไข่แตก 3-1 ครึ่งแรกจบลงด้วยความกังวลใจของแฟนแมนยูทั่วโลก เพราะเพียงแค่อีกหนึ่งลูก แมนยู ก็จะตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกปี 2010 ในทันทีจากกฏประตูทีมเยือน</p>
<p>ครึ่งหลังเปิดมา แทนที่แมนยูจะเล่นดีขึ้น กลับเป็นบาร์เยิร์นที่ได้ใจเปิดเกมบุกต่อเนื่อง</p>
<p>ไม่กี่นาทีผ่านไป ราฟาเอล แบ็กขวาอายุ 19 ปีชาวบราซิลทำฟาว์ลปีกเทพทีมชาติฝรั่งเศส ฟรองก์ ริเบอร์รี่ เขาโดนใบเหลืองที่สองกลายเป็นใบแดง เดินคอตกออกจากสนาม พร้อมกับบทเรียนราคาแพงที่นักเตะวัยหนุ่มแทบทุกคนต้องพบเจอ</p>
<p>แมนยู เหลือ 10 คน กับเวลาอีกเกือบ 40 นาที</p>
<p>และหลังจากนั้นทีมเวิร์กแมนยูก็เสียสมดุล เพราะในเกมระดับนี้ ตัวผู้เล่น 10 กับ 11 คนนั้นสร้างความต่างในเกมอย่างมาก จังหวะไล่บอล ตัดบอล หรือจังหวะเติมเกมรุก แทบจะสะดุดไปหมดเพราะจำนวนผู้เล่นที่แตกต่างกัน</p>
<p>ไม่นับสภาพร่างกาย เวนย์ รูนีย์ ที่ไม่ฟิตชนิดที่ได้แต่เดินเล่นไปมาในสนาม คอยเอาหน้าไว้ขู่กองหลังบาเยิร์นเท่านั้น</p>
<p>สภาพเกมโดยรวมป้อแป้ จะไปมิไปแหล่ แม้จะมีจังหวะโต้กลับไปบ้าง แต่การขาดตัวผู้เล่นไปหนึ่งคน และขาดศูนย์หน้าระดับโลกไปอีกหนึ่งคน ก็ไม่น่าแปลกที่แมนยูจะไม่ได้ประตูเพิ่ม</p>
<p>แล้วฝันร้ายก็กลายเป็นจริง นาทีที่ 74 บาเยินร์นได้ลูกเตะมุม ปีกทีมชาติฮอลแลนด์ อาเยน ร็อบเบน วอลเล่ย์บอลเข้าไปเสียบมุมขวาอย่างสวยงาม</p>
<p>เหลืออีก 15 นาที แมนยู 3 บาเยิร์น 2 รวมสองนัด 4-4 ถ้าจบสกอร์นี้แมนยูจะตกรอบจากกฏประตูทีมเยือน</p>
<p>สิบห้านาทีที่เหลืออยู่จึงเป็นช่วงเวลา do-or-die เพราะถ้ายิงได้ก็เข้ารอบ ยิ่งไม่ได้ตกรอบทันที</p>
<p>ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของผู้เล่นบาเยิร์น และด้วยส่วนต่างผู้เล่นที่น้อยกว่า ปาฏิหาริย์ไม่เกิดขึ้นในคืนนี้ที่โอล์ด แทรฟฟอร์ด</p>
<p>จบเกม แมนยูชนะ 3-2 สกอร์รวม 4-4 แต่แมนยูตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>ขอบคุณบุรุษทั้ง 22 คนในสนามโอล์ด แทรฟฟอร์ด ในคืนนี้ ที่ทำให้ผมดีใจมีความสุขอย่างมากเป็นเวลา 40 นาที เครียดอย่างมากจนปวดท้องอีก 35 นาที และเสียใจอย่างมากอีก 15 นาที</p>
<p>เกมนี้เป็นอีกหนึ่งเกมที่ดี สมกับที่ฟุตบอลเป็นเกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของมนุษย์ สมกับที่เป็นแกมแห่งสัจธรรมของชีวิต และสมกับที่เป็น Theatre of Dream หรือ โรงละครแห่งความฝัน &#8211; เพียงแต่คืนนี้ไม่ได้จบด้วยฝันดีของแฟนบอลปีศาจแดง</p>
<p>ผมหวังว่า ราฟาเอล จะเติบใหญ่เป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต เพราะการตกรอบของแมนยูในคืนนี้คือบทเรียนราคาแพงสำหรับตัวเขา เช่นเดียวกับที่นักเตะยิ่งใหญ่ของโลกทุกคนเคยได้รับ</p>
<p>ผมหวังว่าคืนนี้เราคงได้ชดใช้บาปกรรมที่คั่งค้างกันมา 11 ปีไปครบถ้วนเรียบร้อย ไว้ปีหน้าฟ้าใหม่หากได้เจอกับบาเยิร์นอีกครั้ง จะได้ว่ากันใหม่อีกหน</p>
<p>สุดท้าย &#8230; แม้คืนนี้จะไม่ได้เข้านอนอย่างชื่นใจ</p>
<p>แต่ท่ามกลางสภาวะสับสน วุ่นวาย โหดร้าย ขาดสติ และการเปิดเผยแง่มุมมืดๆของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า &#8220;คน&#8221; ในทุกวันนี้</p>
<p>ก็ต้องขอขอบคุณบุรุษทั้ง 22 คนอีกครั้ง ที่ทำให้ได้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า คน ยังมีแง่มุมที่งดงาม &#8230; อยู่บ้างเช่นกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-573 aligncenter" title="rafael" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2010/04/rafael.png" alt="rafael" width="468" height="340" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.irood.net/blog/?feed=rss2&amp;p=571</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>FUBAR ฟูบาร์</title>
		<link>http://www.irood.net/blog/?p=551</link>
		<comments>http://www.irood.net/blog/?p=551#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Feb 2010 17:18:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iRood</dc:creator>
				<category><![CDATA[life & thoughts]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.irood.net/blog/?p=551</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนสงสัยว่า ฟูบาร์ (FUBAR) ที่ผมพูดถึงบ่อยๆคืออะไร
ฟูบาร์ เป็นคำแสลงที่ย่อมาจากคำยาวๆว่า Fucked Up Beyond All Repair หรือ Fucked Up Beyond Any Recognition เริ่มใช้กันในหมู่ทหารอเมริกันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
แปลความได้ในทำนองว่ามัน &#8220;เละจนไม่มีทางแก้&#8221; หรือ &#8220;เละเทะจนจำไม่ได้&#8221;
ตัวอย่างเช่น เมื่อกองทหารโดนโจมตีอย่างหนักจากข้าศึกชนิดที่แทบจะไร้ทางสู้ หรือเมื่อใครสักคนเสียท่าให้ข้าศึกจนบาดเจ็บ(หรือเสียชีวิต)ชนิดที่รุนแรงจนจำหน้าตากันไม่ได้ (เช่นโดนกับระเบิด)
FUBAR ถูกทำให้แพร่หลายในวงกว้างกับภาพยนตร์เรื่อง Saving Private Ryan ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ในปี 1998 ในฐานะ &#8220;แสลง&#8221; ที่ตัวละครทั้งหมดมอบให้กับภารกิจ &#8220;งี่เง่า&#8221; ในการบุกฝ่าวงล้อมทหารเยอรมันนับแสนคน เพื่อมุ่งตามหาพลทหารเพียงคนเดียว
โดยส่วนตัว ผมว่าตัวละครในหนังพูดคำนี้ให้กับสถานการณ์ที่รู้อยู่แล้วว่า &#8220;ห่วย&#8221; แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ทำได้เพียงเดินหน้าต่อไป แล้วก็ปลงกับมัน

แล้วสถานการณ์ที่ห่วยจนต้องเอ่ยคำว่า ฟูบาร์ เป็นอย่างไร ?
จากข้อสังเกตของตัวเอง ผมพบว่าหลายครั้งที่เจอปัญหาหรือสถานการณ์บางอย่าง ที่ไม่ว่าเราจะพยายามแก้ไขแค่ไหน ทุ่มเทกำลังความสามารถเพียงใด แต่ด้วยกำลังความสามารถของเรา ก็อาจทำได้แต่เพียง &#8220;ประคองตัว&#8221; (accommodate) ให้อยู่รอดกับมันไปได้เพียงวันๆเท่านั้น
สถานการณ์แบบนี้ผมเรียกของผมเองว่ามันมี ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนสงสัยว่า <strong>ฟูบาร์ (FUBAR)</strong> ที่ผมพูดถึงบ่อยๆคืออะไร</p>
<p>ฟูบาร์ เป็นคำแสลงที่ย่อมาจากคำยาวๆว่า <strong>Fucked Up Beyond All Repair</strong> หรือ <strong>Fucked Up Beyond Any Recognition</strong> เริ่มใช้กันในหมู่ทหารอเมริกันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1</p>
<p>แปลความได้ในทำนองว่ามัน <strong>&#8220;เละจนไม่มีทางแก้&#8221;</strong> หรือ <strong>&#8220;เละเทะจนจำไม่ได้&#8221;</strong></p>
<p>ตัวอย่างเช่น เมื่อกองทหารโดนโจมตีอย่างหนักจากข้าศึกชนิดที่แทบจะไร้ทางสู้ หรือเมื่อใครสักคนเสียท่าให้ข้าศึกจนบาดเจ็บ(หรือเสียชีวิต)ชนิดที่รุนแรงจนจำหน้าตากันไม่ได้ (เช่นโดนกับระเบิด)</p>
<p>FUBAR ถูกทำให้แพร่หลายในวงกว้างกับภาพยนตร์เรื่อง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Saving_Private_Ryan" target="_blank">Saving Private Ryan</a> ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ในปี 1998 ในฐานะ &#8220;แสลง&#8221; ที่ตัวละครทั้งหมดมอบให้กับภารกิจ &#8220;งี่เง่า&#8221; ในการบุกฝ่าวงล้อมทหารเยอรมันนับแสนคน เพื่อมุ่งตามหาพลทหารเพียงคนเดียว</p>
<p>โดยส่วนตัว ผมว่าตัวละครในหนังพูดคำนี้ให้กับสถานการณ์ที่รู้อยู่แล้วว่า &#8220;ห่วย&#8221; แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ทำได้เพียงเดินหน้าต่อไป แล้วก็ปลงกับมัน</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-565 aligncenter" title="fubar" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/fubar.png" alt="fubar" width="470" height="315" /></p>
<p>แล้วสถานการณ์ที่ห่วยจนต้องเอ่ยคำว่า ฟูบาร์ เป็นอย่างไร ?</p>
<p>จากข้อสังเกตของตัวเอง ผมพบว่าหลายครั้งที่เจอปัญหาหรือสถานการณ์บางอย่าง ที่ไม่ว่าเราจะพยายามแก้ไขแค่ไหน ทุ่มเทกำลังความสามารถเพียงใด แต่ด้วยกำลังความสามารถของเรา ก็อาจทำได้แต่เพียง &#8220;ประคองตัว&#8221; (accommodate) ให้อยู่รอดกับมันไปได้เพียงวันๆเท่านั้น</p>
<p>สถานการณ์แบบนี้ผมเรียกของผมเองว่ามันมี &#8220;ปัญหาเชิงโครงสร้าง&#8221; รวมอยู่ด้วย</p>
<p>หมายถึง มีการขัดแย้งกันในเชิงหลักการ หลักปฏิบัติ นโยบาย เป้าหมาย ฯลฯ</p>
<p>มากมายเสียจนลำพังการแก้ไขในระดับของ &#8220;คนทำงาน&#8221; ไม่สามารถแก้ไขทุกอย่างให้คลี่คลายไปได้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นเกิดขึ้น</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ในภาพยนตร์ การตัดสินใจวางเป้าหมายช่วยพลทหารเพียงคนเดียว โดยต้องเอาทหารอีกหลายคนเข้าไปเสี่ยงชีวิต ก็ดูจะเป็นเป้าหมายที่ ฟูบาร์</p>
<p>หรือการส่งทำทหารเดินเท้าเพียงไม่กี่คน เข้าไปในแดนข้าศึกที่มีรถถังนับสิบ แถมยังหวังจะให้กลับออกมาได้อีก ก็ดูจะ ฟูบาร์</p>
<p>หรือกระทั่งการเดินงมทหารในมหาสมุทรทหาร สูญเสียชีวิตเพื่อนไปหลายคนจนเจอพลทหารไรอันในที่สุด แต่เขากลับไม่ยอมกลับบ้าน เพราะมันจะหมายถึงการทิ้งเพื่อน และอีกหลายชีวิตที่จะต้องสูญเสีย &#8230; นี่ก็ ฟูบาร์</p>
<p>กฏ กติกา เป้าหมาย คนทำงาน &#8211; ไม่มีอะไร make sense สักอย่าง</p>
<p>เอามือปืนชั้นยอดมาทำกับข้าว</p>
<p>เอานักแปลเอกสารมาถือปืน</p>
<p>เอาครูมานำทัพ</p>
<p>เอาระเบิดทำมือ ไปสู้กับรถถัง</p>
<p>แล้วคาดหวังว่ากองกำลังไม่กี่คนนี้จะทำงานใหญ่ยักษ์ได้ โดยปราศจากอาวุธ หรือกำลังสนับสนุน ฯลฯ</p>
<p>สรุปง่ายๆว่ามันคือสถานการณ์ที่ &#8220;คนเพียงลำพัง&#8221; ทำอะไรไม่ได้มากนัก</p>
<p>เพราะไม่ว่าจะเอาใครมาถือปืน เอาใครมาแบกเสบียง เอาใครมาเป็นผู้นำกองทหาร แต่ในความเป็นจริง ยังมีสิ่งต่างๆมากมายที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วย &#8220;คน&#8221; เพียงอย่างเดียว (เช่น ไม่มีรถถัง ไม่มีปืน ทหารมีสามขา โดนผ้าผูกตาไว้ ตั้งเป้าให้ชนะให้ได้ใน 2 วัน ฯลฯ)</p>
<p>และในสถานการณ์ ฟูบาร์ คนก็มักจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มันยิ่ง ฟูบาร์ ต่อไปอีก</p>
<p>เพราะเมื่อไม่มีอะไร make sense สักอย่าง คนที่อยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ก็จะถูกบีบ กด ดัน อัด ผลัก โดย &#8220;โครงสร้าง&#8221; เพื่อให้ได้ &#8220;ผลลัพธ์&#8221; ออกมาให้ได้</p>
<p>คนถือปืนก็จะโดนบีบให้ยิงให้แม่นๆ (แม้เขาจะเป็นพ่อครัวมาก่อน) ส่วนผู้นำกองทหารก็จะต้องเอาชนะให้ได้ (แม้จะมีพลทหารให้สู้กับข้าศึกเพียงหยิบมือ)</p>
<p>เป้าหมาย นโยบาย กลยุทธ์ &#8211; ไม่มีอะไรเข้าท่าสักอย่าง &#8211; ทุกคนจึงทำได้เพียง &#8220;เอาตัวรอด&#8221; ตามสัญชาตญาณของตัวเองเท่านั้น</p>
<p>จากสถานการณ์ห่วยๆระดับ ฟูบาร์ จึงมักนำไปสู่สถานการณ์ที่ห่วยกว่า เมื่อทุกคน &#8220;ตัวใครตัวมัน&#8221; มากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ปั่นป่วน โกลาหล แย่งชิง ทะเลาะเบาะแว้ง ฯลฯ</p>
<p>เรื่องที่เริ่มต้นก็แย่อยู่แล้ว เลยยิ่งแย่และ &#8220;เละเทะ&#8221; มากยิ่งขึ้นไปอีก</p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจ (และเศร้าใจ) กับสถานการณ์ทำนองนี้ก็คือ ถ้าเรามองสภาพที่ &#8220;ต่างคนต่างบีบคั้นกันเอง&#8221; ให้ดี จะเห็นว่าทุกคนล้วนทำไปเพื่อ &#8220;เอาตัวให้รอด&#8221; struggle ภายใต้โครงสร้างห่วยๆที่มันไม่เข้าท่าด้วยกันทั้งนั้น</p>
<p>นั่นคือทุกคนกลายเป็นเพียง &#8220;มด&#8221; ที่เดินชนกันเอง ปะทะกันเอง เพียงเพื่ออะไรบางอย่าง ที่กำหนดลงมาอีกที โดยที่มดแต่ละตัวก็ทำอะไรไม่ได้</p>
<p>ทหาร ก็ต้องรบ ต้องสู้ ต้องเสี่ยงตาย เอาตัวรอดกันไปเองให้ได้ในแต่ละวัน ขณะที่ผู้บังคับบัญชาอาจนั่งสูบซิการ์อยู่ในวอชิงตัน</p>
<p>ดังนั้นถ้าเรามองจากภาพใหญ่ สถานการณ์ฟูบาร์ จึงน่าเวทนาและ ฟูบาร์ มากยิ่งขึ้น</p>
<p>เพราะคือสถานการณ์ที่คนหลายคนต้องมาเดือดร้อน ทะเลาะเบาะแว้ง เจ็บปวด เสี่ยงตาย เหน็ดเหนื่อย ฯลฯ เพียงเพื่อเป้าหมายไม่เข้าท่าบางอย่าง และเพื่อผลประโยชน์ของใครไม่กี่คน</p>
<p>ฟูบาร์ จึงแปลว่า <strong>&#8220;เละเทะเกินเยียวยา&#8221;</strong> ด้วยประการฉะนี้</p>
<div id="_mcePaste" style="overflow: hidden; position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px;"><strong><a title="Fuck" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Fuck">fucked</a> up beyond all repair</strong></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.irood.net/blog/?feed=rss2&amp;p=551</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>My Very First Roll</title>
		<link>http://www.irood.net/blog/?p=543</link>
		<comments>http://www.irood.net/blog/?p=543#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 12 Jul 2009 14:24:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iRood</dc:creator>
				<category><![CDATA[life & thoughts]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.irood.net/blog/?p=543</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนอาจไม่เคยรู้ &#8211; ผมเคยถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มมาก่อน
กล้องตัวแรก ที่ได้ลองจับคือ Pentex รุ่นอะไรสักอย่างของพ่อ หน้าตาคล้ายๆ Nikon FM2 มาพร้อมกับเลนส์ 50mm เวลาจัดโฟกัสต้องหมุนให้ครึ่งวงกลมด้านบนกับล่างค่อยๆชัดมาทับกันพอดี
หลายคนอาจไม่เคยรู้ &#8211; ผมเคยจับกล้องตั้งแต่สมัยยังเรียนชั้นประถม
ฟังดูดีเหมือนเทพเจ้าช่างภาพ แต่ความเป็นจริงคือจับกล้องแบบเด็กเล่นของเล่นตามประสาเด็กผู้ชายซนๆ ถ่ายโน่น ถ่ายนี่เรื่อยเปื่อยไร้สาระไปวันๆ
ชัตเตอร์สปีด รูรับแสง ช่องมองภาพ ความไวแสง &#8211; ศัพท์พวกนี้อย่าได้คิดว่าจะรู้จัก

หลายวันก่อนมีโอกาสรื้อตู้ในบ้านเจอรูปเก่าๆน่าสนใจหลายรูป หนึ่งในนั้นคือภาพจาก &#8220;ฟิล์มม้วนสำคัญ&#8221;
สำคัญ &#8211; เพราะถ้าจำไม่ผิด มันเป็นฟิล์มที่เก่าที่สุดที่ถ่ายด้วยตัวเองทั้งม้วน
สำคัญ &#8211; เพราะมันถ่ายไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กประถม ถ่ายด้วยกล้องออโตเมติก หรือที่เรียกกันคุ้นปากว่า &#8220;กล้องปัญญาอ่อน&#8221;
สำคัญ &#8211; เพราะหนึ่งในม้วนนี้ เป็นรูปที่ทำให้ผมได้รางวัลการประกวดภาพถ่าย !!
ด้วยความจำลางๆเท่าที่มี ผมจำได้ว่าเป็นงานประกวดภาพถ่ายระดับเด็กประถม ที่มีชมรมถ่ายภาพของโรงเรียนเป็นเจ้าภาพ และบริษัทฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) เป็นสปอนเซอร์
หัวข้อการประกวดจำไม่ได้แล้วว่าเป็นเรื่องอะไร จำได้แต่ว่าถือกล้อง point-and-shoot เดินไปทั่ว เจอหน้าเพื่อนเป็นยก-เล็ง-กด
ผมดีใจมากที่อยู่ดีๆก็เจอภาพชุดนี้ เพราะภาพหลายภาพเป็นเพียงเศษความทรงจำลางๆว่าครั้งนึงเราเคยถือกล้อง point-and-shoot วิ่งไปมาในโรงเรียนแล้วถ่ายรูปเพื่อนๆรอบตัว หลายภาพผมแทบจำไม่ได้แล้วว่าถ่ายมาตอนไหน
รูปนี้เป็นรูปที่ทำให้ได้รางวัล แต่กรุณาอย่าถามว่าเป็นรางวัลอะไร ชนะเลิศ รองชนะเลิศ ชมเชย ฯลฯ จำได้แต่ว่าตอนเป็นเด็กขนาดนั้น ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนอาจไม่เคยรู้ &#8211; ผมเคยถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มมาก่อน</p>
<p>กล้องตัวแรก ที่ได้ลองจับคือ Pentex รุ่นอะไรสักอย่างของพ่อ หน้าตาคล้ายๆ Nikon FM2 มาพร้อมกับเลนส์ 50mm เวลาจัดโฟกัสต้องหมุนให้ครึ่งวงกลมด้านบนกับล่างค่อยๆชัดมาทับกันพอดี</p>
<p>หลายคนอาจไม่เคยรู้ &#8211; ผมเคยจับกล้องตั้งแต่สมัยยังเรียนชั้นประถม</p>
<p>ฟังดูดีเหมือนเทพเจ้าช่างภาพ แต่ความเป็นจริงคือจับกล้องแบบเด็กเล่นของเล่นตามประสาเด็กผู้ชายซนๆ ถ่ายโน่น ถ่ายนี่เรื่อยเปื่อยไร้สาระไปวันๆ</p>
<p>ชัตเตอร์สปีด รูรับแสง ช่องมองภาพ ความไวแสง &#8211; ศัพท์พวกนี้อย่าได้คิดว่าจะรู้จัก</p>
<p><span id="more-543"></span></p>
<p>หลายวันก่อนมีโอกาสรื้อตู้ในบ้านเจอรูปเก่าๆน่าสนใจหลายรูป หนึ่งในนั้นคือภาพจาก &#8220;ฟิล์มม้วนสำคัญ&#8221;</p>
<p>สำคัญ &#8211; เพราะถ้าจำไม่ผิด มันเป็นฟิล์มที่เก่าที่สุดที่ถ่ายด้วยตัวเองทั้งม้วน<br />
สำคัญ &#8211; เพราะมันถ่ายไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กประถม ถ่ายด้วยกล้องออโตเมติก หรือที่เรียกกันคุ้นปากว่า &#8220;กล้องปัญญาอ่อน&#8221;<br />
สำคัญ &#8211; เพราะหนึ่งในม้วนนี้ เป็นรูปที่ทำให้ผมได้รางวัลการประกวดภาพถ่าย !!</p>
<p>ด้วยความจำลางๆเท่าที่มี ผมจำได้ว่าเป็นงานประกวดภาพถ่ายระดับเด็กประถม ที่มีชมรมถ่ายภาพของโรงเรียนเป็นเจ้าภาพ และบริษัทฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) เป็นสปอนเซอร์</p>
<p>หัวข้อการประกวดจำไม่ได้แล้วว่าเป็นเรื่องอะไร จำได้แต่ว่าถือกล้อง point-and-shoot เดินไปทั่ว เจอหน้าเพื่อนเป็นยก-เล็ง-กด</p>
<p>ผมดีใจมากที่อยู่ดีๆก็เจอภาพชุดนี้ เพราะภาพหลายภาพเป็นเพียงเศษความทรงจำลางๆว่าครั้งนึงเราเคยถือกล้อง point-and-shoot วิ่งไปมาในโรงเรียนแล้วถ่ายรูปเพื่อนๆรอบตัว หลายภาพผมแทบจำไม่ได้แล้วว่าถ่ายมาตอนไหน</p>

<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5313.jpg" title="" class="shutterset_singlepic341" >
	<img class="ngg-singlepic" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/cache/341__550x_img_5313.jpg" alt="img_5313" title="img_5313" />
</a>

<p>รูปนี้เป็นรูปที่ทำให้ได้รางวัล แต่กรุณาอย่าถามว่าเป็นรางวัลอะไร ชนะเลิศ รองชนะเลิศ ชมเชย ฯลฯ จำได้แต่ว่าตอนเป็นเด็กขนาดนั้น ได้รางวัลก็ดีใจลั่นห้องเรียนแล้ว ไม่สนใจหรอกว่ารางวัลอะไร</p>
<p>จำได้ (ลางๆ) ว่าหนึ่งใน &#8220;รางวัล&#8221; ที่ได้รับ คือบริษัทฟูจิฟิล์ม พาเด็กที่ได้รับรางวัลไปทัศนะศึกษาดูระบบล้างอัดภาพที่ทันสมัยมากๆในสมัย นั้น ที่สำนักงานใหญ่แถวพหลโยธิน ได้ฟังบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีภาพถ่าย ฟิล์ม ฯลฯ (ซึ่งเด็กประถมที่ไหนมันจะจำได้ฟะ) ได้เห็นเครื่องอัดภาพใหญ่กว่าตู้เย็นที่บ้านสามเท่า ได้เห็นภาพสวยๆของช่างกล้องจากญี่ปุ่น</p>
<p>แล้วชีวิตก็เล่นตลก ใครจะเชื่อว่าอีกยี่สิบปีผ่านไป เด็กคนนั้นต้องมานั่งทำงานที่ตึกเดียวกันนี้ (ฮา)</p>
<p>จริงๆมองย้อนกลับไปก็ไม่แปลกใจที่รูปนี้จะได้รับรางวัล การวาง composition การใช้ frame ทรงกลม การเลือกใช้แสง เงา การจับจังหวะภาพ ฯลฯ แทบทุกอย่างถูกต้องตาม &#8220;มาตรฐาน&#8221; ภาพถ่ายชิงรางวัลทุกประการ</p>
<p>กรรมการตอนนั้นคงตกใจนึกว่าค้นพบเพชรเม็ดงาม เด็กอะไรจะรู้จัก rule of third รู้จะเลือกแสง รู้จักการเลือก framing นี่มันต้องเป็นเทพเจ้าช่างภาพลงมาจุติแน่ๆ</p>
<p>แต่ในความเป็นจริงก็คือ เด็กผู้ชายซนๆคนหนึ่งวิ่งมาก้มดูเพื่อนในสนามเด็กเล่น ยกกล้องปัญญาอ่อนขึ้นมาเล็งแล้วก็กด &#8220;แช๊ะ&#8221; &#8230;. สั้นๆ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ชนิดที่ผมยังแปลกใจเลยว่าถ่ายมาไม่เอียงได้ยังไง (ฮา)</p>
<p>ส่วนรูปอื่นๆ ที่อยู่ด้านล่างนี้มาจากฟิล์มม้วนเดียวกัน ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมถึงมีไม่ครบ 36 รูป เพราะถ้าจำไม่ผิด ตอนใส่ฟิล์ม (หรือถอดฟิล์ม) ผมทำรูปเสียไปเกินครึ่งม้วน</p>
<p><strong>ช่วงนี้เริ่มชอบดูภาพเก่าๆ</strong></p>
<p><strong>สงสัยจะแก่แล้วจริงๆครับ :-)</strong></p>
<div class="ngg-galleryoverview" id="ngg-gallery-7-543">


	
	<!-- Thumbnails -->
		
	<div id="ngg-image-332" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5304.jpg" title=" " class="shutterset_my-very-first-roll" >
				<img title="img_5304" alt="img_5304" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/thumbs/thumbs_img_5304.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-333" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5305.jpg" title=" " class="shutterset_my-very-first-roll" >
				<img title="img_5305" alt="img_5305" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/thumbs/thumbs_img_5305.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-334" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5306.jpg" title=" " class="shutterset_my-very-first-roll" >
				<img title="img_5306" alt="img_5306" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/thumbs/thumbs_img_5306.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-335" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5307.jpg" title=" " class="shutterset_my-very-first-roll" >
				<img title="img_5307" alt="img_5307" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/thumbs/thumbs_img_5307.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-336" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5308.jpg" title=" " class="shutterset_my-very-first-roll" >
				<img title="img_5308" alt="img_5308" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/thumbs/thumbs_img_5308.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-337" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5309.jpg" title=" " class="shutterset_my-very-first-roll" >
				<img title="img_5309" alt="img_5309" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/thumbs/thumbs_img_5309.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-338" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5310.jpg" title=" " class="shutterset_my-very-first-roll" >
				<img title="img_5310" alt="img_5310" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/thumbs/thumbs_img_5310.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-339" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5311.jpg" title=" " class="shutterset_my-very-first-roll" >
				<img title="img_5311" alt="img_5311" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/thumbs/thumbs_img_5311.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-340" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5312.jpg" title=" " class="shutterset_my-very-first-roll" >
				<img title="img_5312" alt="img_5312" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/thumbs/thumbs_img_5312.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-341" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5313.jpg" title=" " class="shutterset_my-very-first-roll" >
				<img title="img_5313" alt="img_5313" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/thumbs/thumbs_img_5313.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-342" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/img_5314.jpg" title=" " class="shutterset_my-very-first-roll" >
				<img title="img_5314" alt="img_5314" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/gallery/my-very-first-roll/thumbs/thumbs_img_5314.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 	 	
	<!-- Pagination -->
 	<div class="ngg-clear">&nbsp;</div> 	
</div>

<blockquote><p><strong><span style="text-decoration: underline;">หมายเหตุ</span>:</strong> ภาพพวกนี้่ถ่าย copy จากภาพต้นฉบับขนาดโปสการ์ด ความใส ความคม ไม่ต้องพูดถึงเพราะถ่ายจากกล้อง point-and-shoot เมื่อ 20 ปีก่อน ผมคิดว่าหลายภาพถ้า crop ภาพเสียใหม่ และปรับให้เป็นขาวดำ ก็น่าจะดูดี ทันสมัย และมีชาติตระกูลขึ้นกว่านี้อีกมาก แต่คิดแล้วไม่อยากไปปรับให้มันเปลี่ยนไปจากของเดิม เลยตั้งใจนำมาแปะไว้ให้ดูกันแบบนี้ &#8230; as the way it is</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.irood.net/blog/?feed=rss2&amp;p=543</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สะเก็ดความคิดจากวันอาสาฬหบูชา</title>
		<link>http://www.irood.net/blog/?p=528</link>
		<comments>http://www.irood.net/blog/?p=528#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Jul 2009 16:36:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iRood</dc:creator>
				<category><![CDATA[life & thoughts]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.irood.net/blog/?p=528</guid>
		<description><![CDATA[
วันนี้วันพระ เป็นวันอาสาฬหบูชา คนห่างวัดอย่างผมได้โอกาสตามคนอื่นไปทำบุญ แถมยังโชคดี ได้สะเก็ดความบางอย่างจากหลวงพี่ติดกลับบ้านมาอย่างไม่ตั้งใจ
น้อยคนที่ตั้งใจไป &#8220;ทำสังฆทาน&#8221; จะเคยเปิดดูว่ามีอะไรบ้างอยู่ในถัง (ใครมันจะกล้าเปิด ในเมื่อเขาห่อมาอย่างดีให้พร้อมถวายพระ ไปเปิดเอาด้วยความอยากรู้ เผลอๆจะบาปเอาด้วยซ้ำ) ซึ่งผลจากการสนทนา (ธรรม) กับหลวงพี่ ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงดังนี้

ถังขนาดเล็กสีเหลือง ขายแยกชิ้นตามร้านของชำราคา ๑๕ บาท แต่ราคาขายรวมแพ็คเป็นถังสังฆทานราคา ๖๐ บาท
ในถัง &#8211; มีกล่องยาแก้ปวดหัวหนึ่งกล่อง (ขนาดประมาณกล่องไทลีนอลแบบขวด) เปิดมาข้างในมียาแก้ปวดเพียง ๑ แผง ดูผ่านๆไม่น่าเกิน 8 เม็ด
ในถัง &#8211; มีถุงชาเห็ดหลินจือหนึ่งกล่อง เปิดมาข้างใน มีชาเห็ดหลินจือ ๑ ซองเล็กๆ และไม่เคยมีพระสงฆ์รูปไหนกล้าเปิดซอง ชงดื่ม เพราะไม่มีใครรู้วันหมดอายุ
ในถัง &#8211; มีกล่องธูปขนาดคุ้นตา หากเปิดมาด้านในมีธูปขนาด &#8220;หนึ่งคืบ&#8221; จำนวน 3 ดอก

พอลองมาคิดเอาเองต่อว่าทำไมมันถึงห่วยได้ขนาดนี้ แล้วทำไมพวกเราในฐานะคนซื้อ จึงไม่เคยคิดที่จะใส่ใจเลยว่าจริงๆแล้วในกล่องมันมีอะไรอยู่บ้าง ?

เดาเอาเองว่า สังฆทาน อาจเป็นตัวอย่างที่ดีของ &#8221; บริโภคนิยม&#8221; เพราะมันคือสิ่งที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="alignnone size-full wp-image-541" title="one-pra-irood" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2009/07/one-pra-irood.jpg" alt="one-pra-irood" width="550" height="367" /></p>
<p>วันนี้วันพระ เป็นวันอาสาฬหบูชา คนห่างวัดอย่างผมได้โอกาสตามคนอื่นไปทำบุญ แถมยังโชคดี ได้สะเก็ดความบางอย่างจากหลวงพี่ติดกลับบ้านมาอย่างไม่ตั้งใจ</p>
<p>น้อยคนที่ตั้งใจไป &#8220;ทำสังฆทาน&#8221; จะเคยเปิดดูว่ามีอะไรบ้างอยู่ในถัง (ใครมันจะกล้าเปิด ในเมื่อเขาห่อมาอย่างดีให้พร้อมถวายพระ ไปเปิดเอาด้วยความอยากรู้ เผลอๆจะบาปเอาด้วยซ้ำ) ซึ่งผลจากการสนทนา (ธรรม) กับหลวงพี่ ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงดังนี้</p>
<ul>
<li>ถังขนาดเล็กสีเหลือง ขายแยกชิ้นตามร้านของชำราคา ๑๕ บาท แต่ราคาขายรวมแพ็คเป็นถังสังฆทานราคา ๖๐ บาท</li>
<li>ในถัง &#8211; มีกล่องยาแก้ปวดหัวหนึ่งกล่อง (ขนาดประมาณกล่องไทลีนอลแบบขวด) เปิดมาข้างในมี<strong>ยาแก้ปวดเพียง ๑ แผง</strong> ดูผ่านๆไม่น่าเกิน 8 เม็ด</li>
<li>ในถัง &#8211; มีถุงชาเห็ดหลินจือหนึ่งกล่อง เปิดมาข้างใน <strong>มีชาเห็ดหลินจือ ๑ ซองเล็กๆ</strong> และไม่เคยมีพระสงฆ์รูปไหนกล้าเปิดซอง ชงดื่ม เพราะไม่มีใครรู้วันหมดอายุ</li>
<li>ในถัง &#8211; มีกล่องธูปขนาดคุ้นตา หากเปิดมาด้านในมี<strong>ธูปขนาด &#8220;หนึ่งคืบ&#8221; จำนวน 3 ดอก</strong></li>
</ul>
<p>พอลองมาคิดเอาเองต่อว่าทำไมมันถึงห่วยได้ขนาดนี้ แล้วทำไมพวกเราในฐานะคนซื้อ จึงไม่เคยคิดที่จะใส่ใจเลยว่าจริงๆแล้วในกล่องมันมีอะไรอยู่บ้าง ?</p>
<p><span id="more-528"></span><br />
เดาเอาเองว่า สังฆทาน อาจเป็นตัวอย่างที่ดีของ &#8221; บริโภคนิยม&#8221; เพราะมันคือสิ่งที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ คนใช้จึงเดือดร้อน จากของด้อยคุณภาพข้างใน โดยที่คนซื้ออาจไม่เคยรู้ เพราะเราจ่ายเงินซื้อถังสังฆทาน เพียงเพื่อนำมา​ถวายพระ ตั้งนะโมสามจบ แล้วกลับบ้านอย่างสบายใจ (อันนี้เป็นคำของหลวงพี่)</p>
<p>&#8220;ระบบ&#8221; อะไรบางอย่าง มันเปลี่ยนให้การ &#8220;ทำทาน&#8221; หมายถึงการ &#8220;จ่ายเงิน&#8221; เพื่อให้ได้มาซึ่งความสบายใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว การทำทานน่าจะเริ่มจาก &#8220;ใจ&#8221; ที่ต้องการจะ &#8220;สละ&#8221; อะไรสักอย่างที่เป็น &#8220;(ตัวกู) &#8211; ของกู&#8221; ให้แก่คนอื่นโดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน</p>
<p>และอะไรสักอย่างที่ว่านั่น น่าจะหมายรวมถึงอย่างอื่นนอกจาก &#8220;ตัวเงิน&#8221; ด้วย เช่น เวลา ความตั้งใจ ความพยายาม เม็ดเหงื่อ ความคิด ฯลฯ</p>
<p>เพราะสำหรับใครบางคน ตัวเงิน อาจไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด หลายคนบนโลกนี้พร้อมจะ &#8220;จ่าย&#8221; เพื่อให้ชีวิตง่าย สะดวก ประหยัดเวลา ฯลฯ ซึ่งในกรณีนี้หากคิดในมุมกลับกัน ก็อาจไม่ใช่การจงใจ &#8220;สละ&#8221; บางสิ่งให้ผู้อื่น เช่นที่เป็นแก่นของการทำทาน</p>
<p>มันอาจเป็นเพียงการจ่ายเพื่อ &#8220;บริโภคบุญ&#8221; และความสบายใจ ที่ได้มาอย่างแดกด่วน &#8230; รึเปล่า ?</p>
<p>ด้วยความคิดแบบคับแคบส่วนตัว &#8211; การนัดหมายวันเวลา การพากันไปเลือกซื้อของเพื่อถวายพระสงฆ์ การบรรจงบรรจุหีบห่อ การออกแรงกายขนย้าย ฯลฯ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ &#8220;การทำบุญ&#8221; ด้วยเช่นกัน เพราะมันไม่น่าจะหมายถึงจังหวะควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อจ่ายออกไปเป็นค่าสังฆทานเท่านั้นแน่ๆ</p>
<p>ถ้าคิดในมุมนี้ &#8211; บุญ จึงไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน (เท่านั้น) และ การสละเวลาเดินเลือกซื้อสิ่งของที่จะถวายให้พระสักนิด หลีกหนีจาก​&#8221;ประเพณีถังสังฆทาน&#8221; เสียบ้าง ก็อาจเป็นการดี</p>
<p>หากจะมีสักครั้งที่ชีวิตไม่ต้อง &#8220;สำเร็จรูป&#8221; บ้าง มันต้องเป็นเรื่องดีแน่ๆ</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>อีกสิ่งที่หลวงพี่พยายามเล่าให้คนบาปหนาอย่างผมได้คิดต่อ คือความเป็นมาของวันสำคัญทางพุทธศาสนา</p>
<p>หากลองไล่เรียงดูวันสำคัญทางพุทธศาสนาดูจะพบว่าเริ่มต้นที่ <strong>&#8220;วันวิสาขบูชา&#8221;</strong> ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในเดือน ๖</p>
<p>จากนั้นท่านเดินเผยแพร่สิ่งที่ท่านตรัสรู้อยู่กว่า ๒ เดือน จึงมีโอกาสแสดงธรรมใน <strong>&#8220;วันอาสาฬหบูชา&#8221;</strong> ในวันเพ็ญเดือน ๘ ก่อให้เกิดพระสงฆ์องค์แรก ทำให้เรียกวันนี้ว่า &#8220;วันพระธรรม&#8221; และ &#8220;วันพระสงฆ์&#8221;</p>
<p>เผยแพร่ศาสนาต่อไปอีกกว่า ๗​ เดือน ถึงวันเพ็ญเดือน ๓ ก็มีพระสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยตนเองกว่า ๑,๒๕๐ รูปมาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายใน <strong><strong>&#8220;วันมาฆบูชา&#8221;</strong></strong></p>
<p>คิดแล้วก็น่าประทับใจ ถ้าใครสักคนค้นพบความรู้ที่ยิ่งใหญ่ของโลกด้วยตนเอง พบก็ไม่นั่งเฉยๆ แต่กลับลุกขึ้นมาโกนหัว นุ่งจีวร​ แต่งตัวแปลกประหลาด (การแต่งตัวแบบสงฆ์ในสมัยก่อน ว่ากันว่า เป็นการล้อเลียนการแต่งกายของวรรณะจันฑาล (ทาส) ในยุคนั้น) เดินไป เดินมา แสวงหาลูกศิษย์ เฝ้ารอโอกาส &#8220;เผยแพร่&#8221; สิ่งที่ตนเองค้นพบให้กับคนอื่นในโลก &#8211; เป็นตัวเราจะลงทุนทำขนาดนี้ไหม ?</p>
<p>พอเจอคนสนใจ​ &#8220;ธรรม&#8221; ที่ตนเองค้นพบ ก็ใช้เวลาอีก ๗ เดือน บวชผู้คนเข้ามาในศาสนากว่า ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งถ้าคิดตัวเลขนี้ให้ดีจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าบวชพระกว่า ๑๗๘ รูปต่อเดือน หรือเกือบ ๖ รูปต่อวัน</p>
<p>พระพุทธเจ้า ดูจะทำงานหนักไม่แพ้ผู้จัดการกองทุนแถวสาทร</p>
<p>คิดแล้วก็น่าคิดต่อ &#8211; ท่ามกลางกระแสความ &#8220;เสื่อม&#8221; ของศาสนาในสังคมทุกวันนี้ สิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะค้นพบเมื่อ ๒,๕๙๗ ปีก่อน ต้อง &#8220;มีอะไรบางอย่าง&#8221; ที่ยิ่งใหญ่และเป็น &#8220;อกาลิโก&#8221; ไม่ขึ้นกับเวลา ไม่ขึ้นกับสถานที่ (อย่างที่เค้าพร่ำพูดกัน) แน่ๆ มิเช่นนั้น มันคงไม่สามารถเติบใหญ่ต่อมาจนเป็นหนึ่งในชุดความคิดที่สำคัญของมนุษย์กว่าครึ่งค่อนโลก เช่นทุกวันนี้</p>
<p>ปัญหาจึงไม่น่าอยู่ที่ตัวศาสนา มากไปกว่า &#8220;คน&#8221; ที่เกี่ยวพันกับศาสนา &#8211; ทั้งผู้ที่ต้องการศึกษาเรียนรู้ ผู้คาดหวัง ผู้แสวงหา ผู้หวังพึ่งพิง ผู้หวังผลประโยชน์ ผู้ที่มีหน้าที่สั่งสอน ผู้มีอำนาจ ผู้มีหน้าที่ดัดแปลง นำเสนอ กระทั่งตีความ สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ฯลฯ</p>
<p>It&#8217;s all come down to people, not the truth itself.</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>และทั้งหมดนี้ เป็น &#8220;สะเก็ด&#8221; ความคิดเรื่อยเปื่อย ที่ติดมาในหัวคนห่างวัดอย่างตัวผมในวันอาสาฬหบูชาปีนี้</p>
<p>สา &#8230; ธุ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.irood.net/blog/?feed=rss2&amp;p=528</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผลลัพธ์ กับ ความทุ่มเท</title>
		<link>http://www.irood.net/blog/?p=520</link>
		<comments>http://www.irood.net/blog/?p=520#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2009 19:52:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iRood</dc:creator>
				<category><![CDATA[life & thoughts]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.irood.net/blog/?p=520</guid>
		<description><![CDATA[: หมายเหตุประจำวัน :
การทุ่มเททำงานให้ดีที่สุด กับ การทุ่มเททำงานให้สำเร็จ เป็นสองสิ่งที่อาจดูคล้าย &#8211; แต่จริงๆแล้วต่างกัน
บางครั้ง เราต้องการพลังแห่งความทุ่มเท &#8211; ก้มหน้าทำให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปคาดหวังผลลัพธ์ใดๆ
แต่บางครั้ง เราอาจต้องการผลลัพธ์ &#8211; ต้องการทางเดินที่ถูกต้อง มากกว่าความทุ่มเทที่อาจไม่ถูกทิศทาง
ผลลัพธ์ ไม่อาจได้มาโดยปราศจากความทุ่มเท
แต่ความทุ่มเทอันมากมาย ก็ไม่อาจรับรองได้ว่าจะถึงที่หมายอย่างที่ใจหวัง
ชีิวิตไม่ใช่สมการ หนึ่งบวกหนึ่งอาจไม่ใช่สอง และไม่อาจมีสูตรตายตัวให้หยิบใช้ได้ครอบจักรวาล
ชีิวิตที่ดี คือการรู้จักยืนให้ถูกที่ หยิบให้ถูกชิ้น เลือกให้ถูกทาง มองให้ถูกมุม
ในแต่ละสถานที่ แต่ละเวลา แต่ละสถานการณ์ ที่แตกต่างกันไป
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>: หมายเหตุประจำวัน :</p>
<blockquote><p><strong>การทุ่มเททำงานให้ดีที่สุด </strong>กับ <strong>การทุ่มเททำงานให้สำเร็จ</strong> เป็นสองสิ่งที่อาจดูคล้าย &#8211; แต่จริงๆแล้วต่างกัน</p></blockquote>
<p>บางครั้ง เราต้องการพลังแห่งความทุ่มเท &#8211; ก้มหน้าทำให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปคาดหวังผลลัพธ์ใดๆ<br />
แต่บางครั้ง เราอาจต้องการผลลัพธ์ &#8211; ต้องการทางเดินที่ถูกต้อง มากกว่าความทุ่มเทที่อาจไม่ถูกทิศทาง</p>
<p>ผลลัพธ์ ไม่อาจได้มาโดยปราศจากความทุ่มเท<br />
แต่ความทุ่มเทอันมากมาย ก็ไม่อาจรับรองได้ว่าจะถึงที่หมายอย่างที่ใจหวัง</p>
<p>ชีิวิตไม่ใช่สมการ หนึ่งบวกหนึ่งอาจไม่ใช่สอง และไม่อาจมีสูตรตายตัวให้หยิบใช้ได้ครอบจักรวาล</p>
<p>ชีิวิตที่ดี คือการรู้จักยืนให้ถูกที่ หยิบให้ถูกชิ้น เลือกให้ถูกทาง มองให้ถูกมุม<br />
ในแต่ละสถานที่ แต่ละเวลา แต่ละสถานการณ์ ที่แตกต่างกันไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.irood.net/blog/?feed=rss2&amp;p=520</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Texas &#8211;  Say What You Want</title>
		<link>http://www.irood.net/blog/?p=500</link>
		<comments>http://www.irood.net/blog/?p=500#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2009 21:42:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iRood</dc:creator>
				<category><![CDATA[nagging]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.irood.net/blog/?p=500</guid>
		<description><![CDATA[
ขอเชิญมาฟังเพลงกัน &#8230;


ที่จริงเพลงนี้ก็ไม่ได้เก่าแก่อะไรมากมาย
แต่ใคร &#8220;ทัน&#8221; เพลงนี้บ้าง ?
แล้วตอนนั้นแต่ละคนทำอะไรกันอยู่ ?
ผมว่าเพลงนี้เหมาะกับการฟังช่วงฝนตกเป็นอย่างยิ่ง
ฟังเพลงนี้พร้อมเสียงฝนเป็นแบกกราวด์
ถ้าจะให้ดี มีบรั่นดีเยี่ยมๆในมือซักแก้ว
อื้มมมมมมมม &#8230;
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-508" title="P1000847" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2009/06/P1000847.jpg" alt="P1000847" width="720" height="362" /></p>
<p>ขอเชิญมาฟังเพลงกัน &#8230;</p>
<blockquote><p style="text-align: center;"></p>
</blockquote>
<p>ที่จริงเพลงนี้ก็ไม่ได้เก่าแก่อะไรมากมาย<br />
แต่ใคร &#8220;ทัน&#8221; เพลงนี้บ้าง ?<br />
แล้วตอนนั้นแต่ละคนทำอะไรกันอยู่ ?</p>
<p>ผมว่าเพลงนี้เหมาะกับการฟังช่วงฝนตกเป็นอย่างยิ่ง<br />
ฟังเพลงนี้พร้อมเสียงฝนเป็นแบกกราวด์</p>
<p>ถ้าจะให้ดี มีบรั่นดีเยี่ยมๆในมือซักแก้ว</p>
<p>อื้มมมมมมมม &#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.irood.net/blog/?feed=rss2&amp;p=500</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
<enclosure url="http://www.irood.net/wp-content/uploads/2009/06/03-Say-What-You-Want.mp3" length="2852985" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>Transformers 2</title>
		<link>http://www.irood.net/blog/?p=466</link>
		<comments>http://www.irood.net/blog/?p=466#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 28 Jun 2009 23:37:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iRood</dc:creator>
				<category><![CDATA[nagging]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.irood.net/blog/?p=466</guid>
		<description><![CDATA[
เพื่อไม่ให้ตกกระแส &#8230;. ผมไปดูมาแล้วครับ
ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยไปดูหนังแบบ &#8220;ทางการ&#8221; ขนาดนี้เป็นครั้งแรก เพราะขับรถไปซื้อตั๋วล่วงหน้า 7 วัน ต่อคิว 15 คิว ได้ตั๋วรอบค่ำ แถมที่นั่งเหลืออีกแค่ครึ่งโรง
ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะอยากดูหนังฟอร์มยักษ์ Transformers 2 ในโรง IMAX เพราะยังติดใจความอลังการของฟิล์มขนาดยักษ์จาก Bat Man &#8211; The Dark Knight ไม่หาย
ภาพจากโรงหนัง IMAX ยังน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนเดิม (แม้โดยส่วนตัวผมจะชอบภาพจาก Bat Man &#8211; The Dark Knight มากกว่าเรื่องนี้)​ สวยงาม คมชัด และใหญ่โตอลังการ ดูแล้วอยากเลิกเล่น DSLR หันไปเล่นกล้องมีเดียมฟอร์แมตแทน (ฮา)
อีกอย่างที่ประทับใจมากคือระบบเสียง อาจเป็นเพราะระบบของ IMAX เอง หรืออาจเพราะ transformers ทำระบบเสียงออกมาดี เล่นเสียงดังเบา เล่นระดับ เล่นเสียงเล็ก เสียงใหญ่ เล่นความใกล้ ไกล ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-478 aligncenter" title="transformers01" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2009/06/transformers01.jpg" alt="transformers01" width="600" height="274" /></p>
<p>เพื่อไม่ให้ตกกระแส &#8230;. ผมไปดูมาแล้วครับ</p>
<p>ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยไปดูหนังแบบ &#8220;ทางการ&#8221; ขนาดนี้เป็นครั้งแรก เพราะขับรถไปซื้อตั๋วล่วงหน้า 7 วัน ต่อคิว 15 คิว ได้ตั๋วรอบค่ำ แถมที่นั่งเหลืออีกแค่ครึ่งโรง</p>
<p>ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะอยากดูหนังฟอร์มยักษ์ Transformers 2 ในโรง IMAX เพราะยังติดใจความอลังการของฟิล์มขนาดยักษ์จาก Bat Man &#8211; The Dark Knight ไม่หาย</p>
<p>ภาพจากโรงหนัง IMAX ยังน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนเดิม (แม้โดยส่วนตัวผมจะชอบภาพจาก Bat Man &#8211; The Dark Knight มากกว่าเรื่องนี้)​ สวยงาม คมชัด และใหญ่โตอลังการ ดูแล้วอยากเลิกเล่น DSLR หันไปเล่นกล้องมีเดียมฟอร์แมตแทน (ฮา)</p>
<p>อีกอย่างที่ประทับใจมากคือระบบเสียง อาจเป็นเพราะระบบของ IMAX เอง หรืออาจเพราะ transformers ทำระบบเสียงออกมาดี เล่นเสียงดังเบา เล่นระดับ เล่นเสียงเล็ก เสียงใหญ่ เล่นความใกล้ ไกล ซ้าย ขวา หน้า หลัง ดีมากเป็นทุนอยู่แล้วก็ได้</p>
<p>เอาเป็นว่าผลคือผมได้ยินเสียงเหล็กกระทบกันสนั่นลั่นโรง ได้ยิงเสียงเศษแก้ว เศษฝุ่น ชัดแจ๋วยังกับได้วิ่งคลุกฝุ่นอยู่ข้างๆเมแกน ฟ๊อกซ์</p>
<p><span id="more-466"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-480 aligncenter" title="transformers03" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2009/06/transformers03.jpg" alt="transformers03" width="700" height="448" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-479 aligncenter" title="transformers02" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2009/06/transformers02.jpg" alt="transformers02" width="358" height="580" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-481 aligncenter" title="transformers04" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2009/06/transformers04.jpg" alt="transformers04" width="700" height="509" /></p>
<p>โดยรวมแล้วหนังสนุกตื่นเต้นตลอดสองชั่วโมงกว่า นั่งดูไปก็ใจเต้นตึกๆๆๆๆไปตลอด ไมเคิล เบย์ แทบจะไม่ปล่อยให้เราได้พักหายใจเลยสักนิด เรียกว่ามีฉากต่อสู้ ยิงกันสนั่น ระเบิดกันวินาศสันตะโร ให้ดูกันจุใจอยู่ทุก 5 นาที สมกับที่คนดูคาดหวัง</p>
<p>แต่จุดอ่อนของหนังอยู่ที่เนื้อเรื่อง แม้หลายคนจะบอกว่ามันเป็นหนังแอคชั่น จะเอาอะไรนักหนาก็เถอะ แต่มันอ่อนยวบยาบเสียเหลือเกิน จนมีหลายครั้งที่มัน &#8220;ขัดความรู้สึก&#8221; อย่างเลี่ยงไม่ได้เลยจริงๆ</p>
<p>theme หลักของภาคนี้ เหมือนยำใหญ่หนังไซ-ไฟ ไล่มาตั้งแต่ star wars (ศิษย์-อาจารย์), the matrix revolution (สงครามกับเครื่องจักร), หรือกระทั่งอารมณ์แบบ terminator ก็ยังมีให้เห็น (คืออดสงสัยไม่ได้จริงๆว่าถ้าหุ่นมันแปลงเป็นคนได้ &#8220;เนียน&#8221; ขนาดนั้น ทำไมมันไม่แปลงเป็นคนมาฆ่าให้จบๆไปเลยเหมือน terminator ฟะ)</p>
<p>แม้จะไม่คาดหวังอะไรกับเนื้อเรื่อง แต่อย่างน้อยๆมันต้อง &#8220;สอดคล้อง&#8221; กันบ้างมันถึงจะดูสนุก (ตกลงไอ้หุ่นทั้งหลายนี่ทำยังไงถึงจะตาย โดนปืนยิงตายไหม หรือต้องปืนใหญ่ หรือจริงๆโดนปืนไม่เป็นไร ต้องโดนแทง แล้วทำไมบางทีตายง่าย บางทีตายยาก ฯลฯ) โดยรวมแล้วผมว่าภาคหนึ่ง ทำเนื้อหาออกมาได้สนุกสนาน กลมกลืนมากกว่าภาคนี้</p>
<p>ภาคนี้ดูเอามันส์อย่างเดียวครับ เหมือนมานั่งดูฉากแอคชั่นมหากาฬ สลับกับฉากเซ็กส์ซี่​ (ที่มหากาฬไม่แพ้กัน) ของ เมแกน ฟ๊อกซ์ โดยไม่ต้องเอาใจความอะไรกันให้เหนื่อยกว่านี้</p>
<p>ถามว่าสนุกมั๊ย &#8211; คงตอบว่าสนุกดี &#8211; ขับรถกลับบ้าน ยังอยากให้รถตัวเองเปลี่ยนเป็นหุ่นยนต์ได้บ้างจังเลย คงสนุกดีแน่ๆ</p>
<p>แต่จะว่าไปก็เหมือนกินแฮมเบอร์เกอร์ เป็นแฮมเบอร์เกอร์ชั้นดี เนื้ออร่อย ผักสด กินแล้วอิ่ม อร่อย จุก แน่น สะใจ เต็มที่ &#8211; แต่ยังไงก็ไม่ใช่เนื้อสเต็กชั้นเยี่ยม เนื้อไม่นุ่ม รสชาติไม่กลมกล่อม เหมือน The Matrix, Starwars, The Dark Knight หรือกระทั่ง Terminator 4 (ที่ผมว่าเนื้อหายังออกมากลมกลืนกว่านี้)</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-482 aligncenter" title="transformers05" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2009/06/transformers05.jpg" alt="transformers05" width="600" height="523" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-483 aligncenter" title="transformers06" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2009/06/transformers06.jpg" alt="transformers06" width="650" height="347" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-484 aligncenter" title="transformers07" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2009/06/transformers07.jpg" alt="transformers07" width="650" height="398" /></p>
<p>มีเรื่องสารภาพอีกหนึ่งอย่าง</p>
<p>แม้ฉากต่อสู้จะยิ่งใหญ่อลังการ มันส์หยดทุกวินาที แต่ดูเหมือนสิ่งที่ catch attention ได้มากกว่าร่างใหญ่ยักษ์ของ Optimus Prime กลับเป็นร่างของ เมแกน ฟ๊อกซ์ ผู้หญิงที่คนทั่วโลกโหวตให้มีความเซ็กส์ซี่เป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน</p>
<p>เมแกน ฟ๊อกซ์ &#8211; ตลอดทั้งเรื่องเธอน่าจะมีบทพูดไม่เกิน 20 ครั้ง ความยาวรวมกันยังไม่เท่าบทพูดของหุ่นยนต์อย่าง Optimus Prime เลยด้วยซ้ำ</p>
<p>สิ่งที่เธอทำ มีเพียงการถอดเสื้อผ้า เผยอปาก ส่งสายตายั่วยวน และใส่สายเดี่ยว วิ่งหนีห่ากระสุน (โดยที่กางเกงสีขาวแทบไม่เปื้อน !!)</p>
<p>แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ สำหรับบัตรราคา 300 บาท กับการได้เห็น เมแกน ฟ๊อกซ์ วิ่งๆๆๆๆ บนจอหนังที่สูงเท่าตึก 8 ชั้น (ฮา)</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-485 aligncenter" title="transformers08" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2009/06/transformers08.jpg" alt="transformers08" width="700" height="427" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-486 aligncenter" title="transformers09" src="http://www.irood.net/blog/wp-content/uploads/2009/06/transformers09.jpg" alt="transformers09" width="484" height="415" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.irood.net/blog/?feed=rss2&amp;p=466</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยนโฉมใหม่ &#8230;​ อีกครั้ง</title>
		<link>http://www.irood.net/blog/?p=464</link>
		<comments>http://www.irood.net/blog/?p=464#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 28 Jun 2009 20:27:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iRood</dc:creator>
				<category><![CDATA[nagging]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.irood.net/blog/?p=464</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากปล่อยให้รกร้างจนหยากไย่ขึ้นมานาน ในที่สุดก็ได้โอกาสแวะมาปัดฝุ่น iRood.net แห่งนี้เสียที
ปรับโฉมใหม่นะครับ ใช้ theme ใหม่ และเปลี่ยนใหม่ให้เป็น blog ธรรมดาสามัญ 
ส่วน photoblog นั้น หลังจากทู่ซี้ทำไปได้ไม่กี่เดือน รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเวิร์ก traffic ที่เข้ามาก็กลายเป็นสแปมซะเป็นส่วนมาก (อาจเพราะทำเป็นภาษาอังกฤษ) คนที่ตามดูจริงๆก็มีไม่เท่าไหร่ แถม &#8220;หน้าที่&#8221; อัพเดตรูปภาพอย่างประจำนี่ก็เป็นงานหนักเอาเรื่อง เพราะเรื่องภาพถ่าย มันต้องมี &#8220;อารมณ์ร่วม&#8221; ไม่น้อย ถึงจะทำได้ &#8211; เลยเอาเป็นว่า ยอมรับความจริง ปล่อยให้ photoblog ล้มพับไปเสียละกัน
บล็อกนี้ยังจะคงเอาไว้ เขียนโน่น นี่ นั่น เพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย  ส่วนภาพถ่ายก็จะหมั่นมาใส่ไว้บ้างตามแต่อารมณ์และโอกาส 
ใครบางคนบอกผมว่า ให้หัดชีวิตตามแต่อารมณ์และหัวใจจะพาไปเสียบ้าง
ก็เลยลองดู &#8230;
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากปล่อยให้รกร้างจนหยากไย่ขึ้นมานาน ในที่สุดก็ได้โอกาสแวะมาปัดฝุ่น iRood.net แห่งนี้เสียที</p>
<p>ปรับโฉมใหม่นะครับ ใช้ theme ใหม่ และเปลี่ยนใหม่ให้เป็น blog ธรรมดาสามัญ </p>
<p>ส่วน photoblog นั้น หลังจากทู่ซี้ทำไปได้ไม่กี่เดือน รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเวิร์ก traffic ที่เข้ามาก็กลายเป็นสแปมซะเป็นส่วนมาก (อาจเพราะทำเป็นภาษาอังกฤษ) คนที่ตามดูจริงๆก็มีไม่เท่าไหร่ แถม &#8220;หน้าที่&#8221; อัพเดตรูปภาพอย่างประจำนี่ก็เป็นงานหนักเอาเรื่อง เพราะเรื่องภาพถ่าย มันต้องมี &#8220;อารมณ์ร่วม&#8221; ไม่น้อย ถึงจะทำได้ &#8211; เลยเอาเป็นว่า ยอมรับความจริง ปล่อยให้ photoblog ล้มพับไปเสียละกัน</p>
<p>บล็อกนี้ยังจะคงเอาไว้ เขียนโน่น นี่ นั่น เพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย  ส่วนภาพถ่ายก็จะหมั่นมาใส่ไว้บ้างตามแต่อารมณ์และโอกาส </p>
<p>ใครบางคนบอกผมว่า ให้หัดชีวิตตามแต่อารมณ์และหัวใจจะพาไปเสียบ้าง</p>
<p>ก็เลยลองดู &#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.irood.net/blog/?feed=rss2&amp;p=464</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
