บันทึกหลังเกม
- April 8th, 2010
- Write comment
ปี 1999 – คัมป์ นู เมืองบาร์เซโลน่า เกมแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ
นาทีที่ 89 บาเยิร์น์มิวนิค นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ 1-0
นาทีที่ 90 แมนยู ได้ลูกเตะมุม บอลเด้งไปเด้งมา เข้าทาง เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม ยิงตามน้ำเข้าไป เสมอ 1-1
นาทีที่ 92 แมนยู ได้ลูกเตะมุมอีกครั้ง กองหลังบาเยิร์นประกบไม่ดี โอเล่ กุนนาร์ โซลส์จาร์ จิ้มบอลเข้าไปตุงตาข่าย แมนยูนำ 2-1 พร้อมกับเสียงเฮทั้งน้ำตาของแฟนปีศาจแดงหลายล้านคนทั่วโลก
หนึ่งนาทีหลังจากนั้น กรรมการเป่านกหวีดจบเกม – แมนยู ใช้เวลา 3 นาที เอาชนะบาร์เยิร์นมิวนิค ได้แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพไปครอง พร้อมกับภาพกองหลังบาร์เยิร์นนั่งลงร้องไห้กับพื้นสนาม
……………………………
สิบเอ็ดปีผ่านไป เหมือนโดนคำสาปจากบาปกรรมเมื่อปี 1999
แมนยู เล่นในบ้าน ทั้งทีมประสานงานกันดีมาก เกมรุกดุดันเต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนของนักเตะวัยหนุ่ม
40 นาทีแรก แมนยู นำไปก่อน 3-0 (สกอร์รวม 4-2)
แต่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ด้วยความผิดพลาดของคาร์ริก ทำให้โดนตีไข่แตก 3-1 ครึ่งแรกจบลงด้วยความกังวลใจของแฟนแมนยูทั่วโลก เพราะเพียงแค่อีกหนึ่งลูก แมนยู ก็จะตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกปี 2010 ในทันทีจากกฏประตูทีมเยือน
ครึ่งหลังเปิดมา แทนที่แมนยูจะเล่นดีขึ้น กลับเป็นบาร์เยิร์นที่ได้ใจเปิดเกมบุกต่อเนื่อง
ไม่กี่นาทีผ่านไป ราฟาเอล แบ็กขวาอายุ 19 ปีชาวบราซิลทำฟาว์ลปีกเทพทีมชาติฝรั่งเศส ฟรองก์ ริเบอร์รี่ เขาโดนใบเหลืองที่สองกลายเป็นใบแดง เดินคอตกออกจากสนาม พร้อมกับบทเรียนราคาแพงที่นักเตะวัยหนุ่มแทบทุกคนต้องพบเจอ
แมนยู เหลือ 10 คน กับเวลาอีกเกือบ 40 นาที
และหลังจากนั้นทีมเวิร์กแมนยูก็เสียสมดุล เพราะในเกมระดับนี้ ตัวผู้เล่น 10 กับ 11 คนนั้นสร้างความต่างในเกมอย่างมาก จังหวะไล่บอล ตัดบอล หรือจังหวะเติมเกมรุก แทบจะสะดุดไปหมดเพราะจำนวนผู้เล่นที่แตกต่างกัน
ไม่นับสภาพร่างกาย เวนย์ รูนีย์ ที่ไม่ฟิตชนิดที่ได้แต่เดินเล่นไปมาในสนาม คอยเอาหน้าไว้ขู่กองหลังบาเยิร์นเท่านั้น
สภาพเกมโดยรวมป้อแป้ จะไปมิไปแหล่ แม้จะมีจังหวะโต้กลับไปบ้าง แต่การขาดตัวผู้เล่นไปหนึ่งคน และขาดศูนย์หน้าระดับโลกไปอีกหนึ่งคน ก็ไม่น่าแปลกที่แมนยูจะไม่ได้ประตูเพิ่ม
แล้วฝันร้ายก็กลายเป็นจริง นาทีที่ 74 บาเยินร์นได้ลูกเตะมุม ปีกทีมชาติฮอลแลนด์ อาเยน ร็อบเบน วอลเล่ย์บอลเข้าไปเสียบมุมขวาอย่างสวยงาม
เหลืออีก 15 นาที แมนยู 3 บาเยิร์น 2 รวมสองนัด 4-4 ถ้าจบสกอร์นี้แมนยูจะตกรอบจากกฏประตูทีมเยือน
สิบห้านาทีที่เหลืออยู่จึงเป็นช่วงเวลา do-or-die เพราะถ้ายิงได้ก็เข้ารอบ ยิ่งไม่ได้ตกรอบทันที
ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของผู้เล่นบาเยิร์น และด้วยส่วนต่างผู้เล่นที่น้อยกว่า ปาฏิหาริย์ไม่เกิดขึ้นในคืนนี้ที่โอล์ด แทรฟฟอร์ด
จบเกม แมนยูชนะ 3-2 สกอร์รวม 4-4 แต่แมนยูตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย
……………………………
ขอบคุณบุรุษทั้ง 22 คนในสนามโอล์ด แทรฟฟอร์ด ในคืนนี้ ที่ทำให้ผมดีใจมีความสุขอย่างมากเป็นเวลา 40 นาที เครียดอย่างมากจนปวดท้องอีก 35 นาที และเสียใจอย่างมากอีก 15 นาที
เกมนี้เป็นอีกหนึ่งเกมที่ดี สมกับที่ฟุตบอลเป็นเกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของมนุษย์ สมกับที่เป็นแกมแห่งสัจธรรมของชีวิต และสมกับที่เป็น Theatre of Dream หรือ โรงละครแห่งความฝัน – เพียงแต่คืนนี้ไม่ได้จบด้วยฝันดีของแฟนบอลปีศาจแดง
ผมหวังว่า ราฟาเอล จะเติบใหญ่เป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต เพราะการตกรอบของแมนยูในคืนนี้คือบทเรียนราคาแพงสำหรับตัวเขา เช่นเดียวกับที่นักเตะยิ่งใหญ่ของโลกทุกคนเคยได้รับ
ผมหวังว่าคืนนี้เราคงได้ชดใช้บาปกรรมที่คั่งค้างกันมา 11 ปีไปครบถ้วนเรียบร้อย ไว้ปีหน้าฟ้าใหม่หากได้เจอกับบาเยิร์นอีกครั้ง จะได้ว่ากันใหม่อีกหน
สุดท้าย … แม้คืนนี้จะไม่ได้เข้านอนอย่างชื่นใจ
แต่ท่ามกลางสภาวะสับสน วุ่นวาย โหดร้าย ขาดสติ และการเปิดเผยแง่มุมมืดๆของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน” ในทุกวันนี้
ก็ต้องขอขอบคุณบุรุษทั้ง 22 คนอีกครั้ง ที่ทำให้ได้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า คน ยังมีแง่มุมที่งดงาม … อยู่บ้างเช่นกัน




