FUBAR ฟูบาร์
- February 21st, 2010
- Write comment
หลายคนสงสัยว่า ฟูบาร์ (FUBAR) ที่ผมพูดถึงบ่อยๆคืออะไร
ฟูบาร์ เป็นคำแสลงที่ย่อมาจากคำยาวๆว่า Fucked Up Beyond All Repair หรือ Fucked Up Beyond Any Recognition เริ่มใช้กันในหมู่ทหารอเมริกันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
แปลความได้ในทำนองว่ามัน “เละจนไม่มีทางแก้” หรือ “เละเทะจนจำไม่ได้”
ตัวอย่างเช่น เมื่อกองทหารโดนโจมตีอย่างหนักจากข้าศึกชนิดที่แทบจะไร้ทางสู้ หรือเมื่อใครสักคนเสียท่าให้ข้าศึกจนบาดเจ็บ(หรือเสียชีวิต)ชนิดที่รุนแรงจนจำหน้าตากันไม่ได้ (เช่นโดนกับระเบิด)
FUBAR ถูกทำให้แพร่หลายในวงกว้างกับภาพยนตร์เรื่อง Saving Private Ryan ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ในปี 1998 ในฐานะ “แสลง” ที่ตัวละครทั้งหมดมอบให้กับภารกิจ “งี่เง่า” ในการบุกฝ่าวงล้อมทหารเยอรมันนับแสนคน เพื่อมุ่งตามหาพลทหารเพียงคนเดียว
โดยส่วนตัว ผมว่าตัวละครในหนังพูดคำนี้ให้กับสถานการณ์ที่รู้อยู่แล้วว่า “ห่วย” แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ทำได้เพียงเดินหน้าต่อไป แล้วก็ปลงกับมัน

แล้วสถานการณ์ที่ห่วยจนต้องเอ่ยคำว่า ฟูบาร์ เป็นอย่างไร ?
จากข้อสังเกตของตัวเอง ผมพบว่าหลายครั้งที่เจอปัญหาหรือสถานการณ์บางอย่าง ที่ไม่ว่าเราจะพยายามแก้ไขแค่ไหน ทุ่มเทกำลังความสามารถเพียงใด แต่ด้วยกำลังความสามารถของเรา ก็อาจทำได้แต่เพียง “ประคองตัว” (accommodate) ให้อยู่รอดกับมันไปได้เพียงวันๆเท่านั้น
สถานการณ์แบบนี้ผมเรียกของผมเองว่ามันมี “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” รวมอยู่ด้วย
หมายถึง มีการขัดแย้งกันในเชิงหลักการ หลักปฏิบัติ นโยบาย เป้าหมาย ฯลฯ
มากมายเสียจนลำพังการแก้ไขในระดับของ “คนทำงาน” ไม่สามารถแก้ไขทุกอย่างให้คลี่คลายไปได้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นเกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่น ในภาพยนตร์ การตัดสินใจวางเป้าหมายช่วยพลทหารเพียงคนเดียว โดยต้องเอาทหารอีกหลายคนเข้าไปเสี่ยงชีวิต ก็ดูจะเป็นเป้าหมายที่ ฟูบาร์
หรือการส่งทำทหารเดินเท้าเพียงไม่กี่คน เข้าไปในแดนข้าศึกที่มีรถถังนับสิบ แถมยังหวังจะให้กลับออกมาได้อีก ก็ดูจะ ฟูบาร์
หรือกระทั่งการเดินงมทหารในมหาสมุทรทหาร สูญเสียชีวิตเพื่อนไปหลายคนจนเจอพลทหารไรอันในที่สุด แต่เขากลับไม่ยอมกลับบ้าน เพราะมันจะหมายถึงการทิ้งเพื่อน และอีกหลายชีวิตที่จะต้องสูญเสีย … นี่ก็ ฟูบาร์
กฏ กติกา เป้าหมาย คนทำงาน – ไม่มีอะไร make sense สักอย่าง
เอามือปืนชั้นยอดมาทำกับข้าว
เอานักแปลเอกสารมาถือปืน
เอาครูมานำทัพ
เอาระเบิดทำมือ ไปสู้กับรถถัง
แล้วคาดหวังว่ากองกำลังไม่กี่คนนี้จะทำงานใหญ่ยักษ์ได้ โดยปราศจากอาวุธ หรือกำลังสนับสนุน ฯลฯ
สรุปง่ายๆว่ามันคือสถานการณ์ที่ “คนเพียงลำพัง” ทำอะไรไม่ได้มากนัก
เพราะไม่ว่าจะเอาใครมาถือปืน เอาใครมาแบกเสบียง เอาใครมาเป็นผู้นำกองทหาร แต่ในความเป็นจริง ยังมีสิ่งต่างๆมากมายที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วย “คน” เพียงอย่างเดียว (เช่น ไม่มีรถถัง ไม่มีปืน ทหารมีสามขา โดนผ้าผูกตาไว้ ตั้งเป้าให้ชนะให้ได้ใน 2 วัน ฯลฯ)
และในสถานการณ์ ฟูบาร์ คนก็มักจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มันยิ่ง ฟูบาร์ ต่อไปอีก
เพราะเมื่อไม่มีอะไร make sense สักอย่าง คนที่อยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ก็จะถูกบีบ กด ดัน อัด ผลัก โดย “โครงสร้าง” เพื่อให้ได้ “ผลลัพธ์” ออกมาให้ได้
คนถือปืนก็จะโดนบีบให้ยิงให้แม่นๆ (แม้เขาจะเป็นพ่อครัวมาก่อน) ส่วนผู้นำกองทหารก็จะต้องเอาชนะให้ได้ (แม้จะมีพลทหารให้สู้กับข้าศึกเพียงหยิบมือ)
เป้าหมาย นโยบาย กลยุทธ์ – ไม่มีอะไรเข้าท่าสักอย่าง – ทุกคนจึงทำได้เพียง “เอาตัวรอด” ตามสัญชาตญาณของตัวเองเท่านั้น
จากสถานการณ์ห่วยๆระดับ ฟูบาร์ จึงมักนำไปสู่สถานการณ์ที่ห่วยกว่า เมื่อทุกคน “ตัวใครตัวมัน” มากขึ้นเรื่อยๆ
ปั่นป่วน โกลาหล แย่งชิง ทะเลาะเบาะแว้ง ฯลฯ
เรื่องที่เริ่มต้นก็แย่อยู่แล้ว เลยยิ่งแย่และ “เละเทะ” มากยิ่งขึ้นไปอีก
สิ่งที่น่าสนใจ (และเศร้าใจ) กับสถานการณ์ทำนองนี้ก็คือ ถ้าเรามองสภาพที่ “ต่างคนต่างบีบคั้นกันเอง” ให้ดี จะเห็นว่าทุกคนล้วนทำไปเพื่อ “เอาตัวให้รอด” struggle ภายใต้โครงสร้างห่วยๆที่มันไม่เข้าท่าด้วยกันทั้งนั้น
นั่นคือทุกคนกลายเป็นเพียง “มด” ที่เดินชนกันเอง ปะทะกันเอง เพียงเพื่ออะไรบางอย่าง ที่กำหนดลงมาอีกที โดยที่มดแต่ละตัวก็ทำอะไรไม่ได้
ทหาร ก็ต้องรบ ต้องสู้ ต้องเสี่ยงตาย เอาตัวรอดกันไปเองให้ได้ในแต่ละวัน ขณะที่ผู้บังคับบัญชาอาจนั่งสูบซิการ์อยู่ในวอชิงตัน
ดังนั้นถ้าเรามองจากภาพใหญ่ สถานการณ์ฟูบาร์ จึงน่าเวทนาและ ฟูบาร์ มากยิ่งขึ้น
เพราะคือสถานการณ์ที่คนหลายคนต้องมาเดือดร้อน ทะเลาะเบาะแว้ง เจ็บปวด เสี่ยงตาย เหน็ดเหนื่อย ฯลฯ เพียงเพื่อเป้าหมายไม่เข้าท่าบางอย่าง และเพื่อผลประโยชน์ของใครไม่กี่คน
ฟูบาร์ จึงแปลว่า “เละเทะเกินเยียวยา” ด้วยประการฉะนี้



