บันทึกหลังเกม

ปี 1999 – คัมป์ นู เมืองบาร์เซโลน่า เกมแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ

นาทีที่ 89 บาเยิร์น์มิวนิค นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ 1-0

นาทีที่ 90 แมนยู ได้ลูกเตะมุม บอลเด้งไปเด้งมา เข้าทาง เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม ยิงตามน้ำเข้าไป เสมอ 1-1

นาทีที่ 92 แมนยู ได้ลูกเตะมุมอีกครั้ง กองหลังบาเยิร์นประกบไม่ดี โอเล่ กุนนาร์ โซลส์จาร์ จิ้มบอลเข้าไปตุงตาข่าย แมนยูนำ 2-1 พร้อมกับเสียงเฮทั้งน้ำตาของแฟนปีศาจแดงหลายล้านคนทั่วโลก

หนึ่งนาทีหลังจากนั้น กรรมการเป่านกหวีดจบเกม  – แมนยู ใช้เวลา 3 นาที เอาชนะบาร์เยิร์นมิวนิค ได้แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพไปครอง พร้อมกับภาพกองหลังบาร์เยิร์นนั่งลงร้องไห้กับพื้นสนาม

……………………………

สิบเอ็ดปีผ่านไป เหมือนโดนคำสาปจากบาปกรรมเมื่อปี 1999

แมนยู เล่นในบ้าน ทั้งทีมประสานงานกันดีมาก เกมรุกดุดันเต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนของนักเตะวัยหนุ่ม

40 นาทีแรก แมนยู นำไปก่อน 3-0 (สกอร์รวม 4-2)

แต่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ด้วยความผิดพลาดของคาร์ริก ทำให้โดนตีไข่แตก 3-1 ครึ่งแรกจบลงด้วยความกังวลใจของแฟนแมนยูทั่วโลก เพราะเพียงแค่อีกหนึ่งลูก แมนยู ก็จะตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกปี 2010 ในทันทีจากกฏประตูทีมเยือน

ครึ่งหลังเปิดมา แทนที่แมนยูจะเล่นดีขึ้น กลับเป็นบาร์เยิร์นที่ได้ใจเปิดเกมบุกต่อเนื่อง

ไม่กี่นาทีผ่านไป ราฟาเอล แบ็กขวาอายุ 19 ปีชาวบราซิลทำฟาว์ลปีกเทพทีมชาติฝรั่งเศส ฟรองก์ ริเบอร์รี่ เขาโดนใบเหลืองที่สองกลายเป็นใบแดง เดินคอตกออกจากสนาม พร้อมกับบทเรียนราคาแพงที่นักเตะวัยหนุ่มแทบทุกคนต้องพบเจอ

แมนยู เหลือ 10 คน กับเวลาอีกเกือบ 40 นาที

และหลังจากนั้นทีมเวิร์กแมนยูก็เสียสมดุล เพราะในเกมระดับนี้ ตัวผู้เล่น 10 กับ 11 คนนั้นสร้างความต่างในเกมอย่างมาก จังหวะไล่บอล ตัดบอล หรือจังหวะเติมเกมรุก แทบจะสะดุดไปหมดเพราะจำนวนผู้เล่นที่แตกต่างกัน

ไม่นับสภาพร่างกาย เวนย์ รูนีย์ ที่ไม่ฟิตชนิดที่ได้แต่เดินเล่นไปมาในสนาม คอยเอาหน้าไว้ขู่กองหลังบาเยิร์นเท่านั้น

สภาพเกมโดยรวมป้อแป้ จะไปมิไปแหล่ แม้จะมีจังหวะโต้กลับไปบ้าง แต่การขาดตัวผู้เล่นไปหนึ่งคน และขาดศูนย์หน้าระดับโลกไปอีกหนึ่งคน ก็ไม่น่าแปลกที่แมนยูจะไม่ได้ประตูเพิ่ม

แล้วฝันร้ายก็กลายเป็นจริง นาทีที่ 74 บาเยินร์นได้ลูกเตะมุม ปีกทีมชาติฮอลแลนด์ อาเยน ร็อบเบน วอลเล่ย์บอลเข้าไปเสียบมุมขวาอย่างสวยงาม

เหลืออีก 15 นาที แมนยู 3 บาเยิร์น 2 รวมสองนัด 4-4 ถ้าจบสกอร์นี้แมนยูจะตกรอบจากกฏประตูทีมเยือน

สิบห้านาทีที่เหลืออยู่จึงเป็นช่วงเวลา do-or-die เพราะถ้ายิงได้ก็เข้ารอบ ยิ่งไม่ได้ตกรอบทันที

ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของผู้เล่นบาเยิร์น และด้วยส่วนต่างผู้เล่นที่น้อยกว่า ปาฏิหาริย์ไม่เกิดขึ้นในคืนนี้ที่โอล์ด แทรฟฟอร์ด

จบเกม แมนยูชนะ 3-2 สกอร์รวม 4-4 แต่แมนยูตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย

……………………………

ขอบคุณบุรุษทั้ง 22 คนในสนามโอล์ด แทรฟฟอร์ด ในคืนนี้ ที่ทำให้ผมดีใจมีความสุขอย่างมากเป็นเวลา 40 นาที เครียดอย่างมากจนปวดท้องอีก 35 นาที และเสียใจอย่างมากอีก 15 นาที

เกมนี้เป็นอีกหนึ่งเกมที่ดี สมกับที่ฟุตบอลเป็นเกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของมนุษย์ สมกับที่เป็นแกมแห่งสัจธรรมของชีวิต และสมกับที่เป็น Theatre of Dream หรือ โรงละครแห่งความฝัน – เพียงแต่คืนนี้ไม่ได้จบด้วยฝันดีของแฟนบอลปีศาจแดง

ผมหวังว่า ราฟาเอล จะเติบใหญ่เป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต เพราะการตกรอบของแมนยูในคืนนี้คือบทเรียนราคาแพงสำหรับตัวเขา เช่นเดียวกับที่นักเตะยิ่งใหญ่ของโลกทุกคนเคยได้รับ

ผมหวังว่าคืนนี้เราคงได้ชดใช้บาปกรรมที่คั่งค้างกันมา 11 ปีไปครบถ้วนเรียบร้อย ไว้ปีหน้าฟ้าใหม่หากได้เจอกับบาเยิร์นอีกครั้ง จะได้ว่ากันใหม่อีกหน

สุดท้าย … แม้คืนนี้จะไม่ได้เข้านอนอย่างชื่นใจ

แต่ท่ามกลางสภาวะสับสน วุ่นวาย โหดร้าย ขาดสติ และการเปิดเผยแง่มุมมืดๆของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน” ในทุกวันนี้

ก็ต้องขอขอบคุณบุรุษทั้ง 22 คนอีกครั้ง ที่ทำให้ได้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า คน ยังมีแง่มุมที่งดงาม … อยู่บ้างเช่นกัน

rafael

FUBAR ฟูบาร์

หลายคนสงสัยว่า ฟูบาร์ (FUBAR) ที่ผมพูดถึงบ่อยๆคืออะไร

ฟูบาร์ เป็นคำแสลงที่ย่อมาจากคำยาวๆว่า Fucked Up Beyond All Repair หรือ Fucked Up Beyond Any Recognition เริ่มใช้กันในหมู่ทหารอเมริกันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

แปลความได้ในทำนองว่ามัน “เละจนไม่มีทางแก้” หรือ “เละเทะจนจำไม่ได้”

ตัวอย่างเช่น เมื่อกองทหารโดนโจมตีอย่างหนักจากข้าศึกชนิดที่แทบจะไร้ทางสู้ หรือเมื่อใครสักคนเสียท่าให้ข้าศึกจนบาดเจ็บ(หรือเสียชีวิต)ชนิดที่รุนแรงจนจำหน้าตากันไม่ได้ (เช่นโดนกับระเบิด)

FUBAR ถูกทำให้แพร่หลายในวงกว้างกับภาพยนตร์เรื่อง Saving Private Ryan ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ในปี 1998 ในฐานะ “แสลง” ที่ตัวละครทั้งหมดมอบให้กับภารกิจ “งี่เง่า” ในการบุกฝ่าวงล้อมทหารเยอรมันนับแสนคน เพื่อมุ่งตามหาพลทหารเพียงคนเดียว

โดยส่วนตัว ผมว่าตัวละครในหนังพูดคำนี้ให้กับสถานการณ์ที่รู้อยู่แล้วว่า “ห่วย” แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ทำได้เพียงเดินหน้าต่อไป แล้วก็ปลงกับมัน

fubar

แล้วสถานการณ์ที่ห่วยจนต้องเอ่ยคำว่า ฟูบาร์ เป็นอย่างไร ?

จากข้อสังเกตของตัวเอง ผมพบว่าหลายครั้งที่เจอปัญหาหรือสถานการณ์บางอย่าง ที่ไม่ว่าเราจะพยายามแก้ไขแค่ไหน ทุ่มเทกำลังความสามารถเพียงใด แต่ด้วยกำลังความสามารถของเรา ก็อาจทำได้แต่เพียง “ประคองตัว” (accommodate) ให้อยู่รอดกับมันไปได้เพียงวันๆเท่านั้น

สถานการณ์แบบนี้ผมเรียกของผมเองว่ามันมี “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” รวมอยู่ด้วย

หมายถึง มีการขัดแย้งกันในเชิงหลักการ หลักปฏิบัติ นโยบาย เป้าหมาย ฯลฯ

มากมายเสียจนลำพังการแก้ไขในระดับของ “คนทำงาน” ไม่สามารถแก้ไขทุกอย่างให้คลี่คลายไปได้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นเกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น ในภาพยนตร์ การตัดสินใจวางเป้าหมายช่วยพลทหารเพียงคนเดียว โดยต้องเอาทหารอีกหลายคนเข้าไปเสี่ยงชีวิต ก็ดูจะเป็นเป้าหมายที่ ฟูบาร์

หรือการส่งทำทหารเดินเท้าเพียงไม่กี่คน เข้าไปในแดนข้าศึกที่มีรถถังนับสิบ แถมยังหวังจะให้กลับออกมาได้อีก ก็ดูจะ ฟูบาร์

หรือกระทั่งการเดินงมทหารในมหาสมุทรทหาร สูญเสียชีวิตเพื่อนไปหลายคนจนเจอพลทหารไรอันในที่สุด แต่เขากลับไม่ยอมกลับบ้าน เพราะมันจะหมายถึงการทิ้งเพื่อน และอีกหลายชีวิตที่จะต้องสูญเสีย … นี่ก็ ฟูบาร์

กฏ กติกา เป้าหมาย คนทำงาน – ไม่มีอะไร make sense สักอย่าง

เอามือปืนชั้นยอดมาทำกับข้าว

เอานักแปลเอกสารมาถือปืน

เอาครูมานำทัพ

เอาระเบิดทำมือ ไปสู้กับรถถัง

แล้วคาดหวังว่ากองกำลังไม่กี่คนนี้จะทำงานใหญ่ยักษ์ได้ โดยปราศจากอาวุธ หรือกำลังสนับสนุน ฯลฯ

สรุปง่ายๆว่ามันคือสถานการณ์ที่ “คนเพียงลำพัง” ทำอะไรไม่ได้มากนัก

เพราะไม่ว่าจะเอาใครมาถือปืน เอาใครมาแบกเสบียง เอาใครมาเป็นผู้นำกองทหาร แต่ในความเป็นจริง ยังมีสิ่งต่างๆมากมายที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วย “คน” เพียงอย่างเดียว (เช่น ไม่มีรถถัง ไม่มีปืน ทหารมีสามขา โดนผ้าผูกตาไว้ ตั้งเป้าให้ชนะให้ได้ใน 2 วัน ฯลฯ)

และในสถานการณ์ ฟูบาร์ คนก็มักจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มันยิ่ง ฟูบาร์ ต่อไปอีก

เพราะเมื่อไม่มีอะไร make sense สักอย่าง คนที่อยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ก็จะถูกบีบ กด ดัน อัด ผลัก โดย “โครงสร้าง” เพื่อให้ได้ “ผลลัพธ์” ออกมาให้ได้

คนถือปืนก็จะโดนบีบให้ยิงให้แม่นๆ (แม้เขาจะเป็นพ่อครัวมาก่อน) ส่วนผู้นำกองทหารก็จะต้องเอาชนะให้ได้ (แม้จะมีพลทหารให้สู้กับข้าศึกเพียงหยิบมือ)

เป้าหมาย นโยบาย กลยุทธ์ – ไม่มีอะไรเข้าท่าสักอย่าง – ทุกคนจึงทำได้เพียง “เอาตัวรอด” ตามสัญชาตญาณของตัวเองเท่านั้น

จากสถานการณ์ห่วยๆระดับ ฟูบาร์ จึงมักนำไปสู่สถานการณ์ที่ห่วยกว่า เมื่อทุกคน “ตัวใครตัวมัน” มากขึ้นเรื่อยๆ

ปั่นป่วน โกลาหล แย่งชิง ทะเลาะเบาะแว้ง ฯลฯ

เรื่องที่เริ่มต้นก็แย่อยู่แล้ว เลยยิ่งแย่และ “เละเทะ” มากยิ่งขึ้นไปอีก

สิ่งที่น่าสนใจ (และเศร้าใจ) กับสถานการณ์ทำนองนี้ก็คือ ถ้าเรามองสภาพที่ “ต่างคนต่างบีบคั้นกันเอง” ให้ดี จะเห็นว่าทุกคนล้วนทำไปเพื่อ “เอาตัวให้รอด” struggle ภายใต้โครงสร้างห่วยๆที่มันไม่เข้าท่าด้วยกันทั้งนั้น

นั่นคือทุกคนกลายเป็นเพียง “มด” ที่เดินชนกันเอง ปะทะกันเอง เพียงเพื่ออะไรบางอย่าง ที่กำหนดลงมาอีกที โดยที่มดแต่ละตัวก็ทำอะไรไม่ได้

ทหาร ก็ต้องรบ ต้องสู้ ต้องเสี่ยงตาย เอาตัวรอดกันไปเองให้ได้ในแต่ละวัน ขณะที่ผู้บังคับบัญชาอาจนั่งสูบซิการ์อยู่ในวอชิงตัน

ดังนั้นถ้าเรามองจากภาพใหญ่ สถานการณ์ฟูบาร์ จึงน่าเวทนาและ ฟูบาร์ มากยิ่งขึ้น

เพราะคือสถานการณ์ที่คนหลายคนต้องมาเดือดร้อน ทะเลาะเบาะแว้ง เจ็บปวด เสี่ยงตาย เหน็ดเหนื่อย ฯลฯ เพียงเพื่อเป้าหมายไม่เข้าท่าบางอย่าง และเพื่อผลประโยชน์ของใครไม่กี่คน

ฟูบาร์ จึงแปลว่า “เละเทะเกินเยียวยา” ด้วยประการฉะนี้

fucked up beyond all repair

My Very First Roll

หลายคนอาจไม่เคยรู้ – ผมเคยถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มมาก่อน

กล้องตัวแรก ที่ได้ลองจับคือ Pentex รุ่นอะไรสักอย่างของพ่อ หน้าตาคล้ายๆ Nikon FM2 มาพร้อมกับเลนส์ 50mm เวลาจัดโฟกัสต้องหมุนให้ครึ่งวงกลมด้านบนกับล่างค่อยๆชัดมาทับกันพอดี

หลายคนอาจไม่เคยรู้ – ผมเคยจับกล้องตั้งแต่สมัยยังเรียนชั้นประถม

ฟังดูดีเหมือนเทพเจ้าช่างภาพ แต่ความเป็นจริงคือจับกล้องแบบเด็กเล่นของเล่นตามประสาเด็กผู้ชายซนๆ ถ่ายโน่น ถ่ายนี่เรื่อยเปื่อยไร้สาระไปวันๆ

ชัตเตอร์สปีด รูรับแสง ช่องมองภาพ ความไวแสง – ศัพท์พวกนี้อย่าได้คิดว่าจะรู้จัก

Read more

สะเก็ดความคิดจากวันอาสาฬหบูชา

one-pra-irood

วันนี้วันพระ เป็นวันอาสาฬหบูชา คนห่างวัดอย่างผมได้โอกาสตามคนอื่นไปทำบุญ แถมยังโชคดี ได้สะเก็ดความบางอย่างจากหลวงพี่ติดกลับบ้านมาอย่างไม่ตั้งใจ

น้อยคนที่ตั้งใจไป “ทำสังฆทาน” จะเคยเปิดดูว่ามีอะไรบ้างอยู่ในถัง (ใครมันจะกล้าเปิด ในเมื่อเขาห่อมาอย่างดีให้พร้อมถวายพระ ไปเปิดเอาด้วยความอยากรู้ เผลอๆจะบาปเอาด้วยซ้ำ) ซึ่งผลจากการสนทนา (ธรรม) กับหลวงพี่ ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงดังนี้

  • ถังขนาดเล็กสีเหลือง ขายแยกชิ้นตามร้านของชำราคา ๑๕ บาท แต่ราคาขายรวมแพ็คเป็นถังสังฆทานราคา ๖๐ บาท
  • ในถัง – มีกล่องยาแก้ปวดหัวหนึ่งกล่อง (ขนาดประมาณกล่องไทลีนอลแบบขวด) เปิดมาข้างในมียาแก้ปวดเพียง ๑ แผง ดูผ่านๆไม่น่าเกิน 8 เม็ด
  • ในถัง – มีถุงชาเห็ดหลินจือหนึ่งกล่อง เปิดมาข้างใน มีชาเห็ดหลินจือ ๑ ซองเล็กๆ และไม่เคยมีพระสงฆ์รูปไหนกล้าเปิดซอง ชงดื่ม เพราะไม่มีใครรู้วันหมดอายุ
  • ในถัง – มีกล่องธูปขนาดคุ้นตา หากเปิดมาด้านในมีธูปขนาด “หนึ่งคืบ” จำนวน 3 ดอก

พอลองมาคิดเอาเองต่อว่าทำไมมันถึงห่วยได้ขนาดนี้ แล้วทำไมพวกเราในฐานะคนซื้อ จึงไม่เคยคิดที่จะใส่ใจเลยว่าจริงๆแล้วในกล่องมันมีอะไรอยู่บ้าง ?

Read more

ผลลัพธ์ กับ ความทุ่มเท

: หมายเหตุประจำวัน :

การทุ่มเททำงานให้ดีที่สุด กับ การทุ่มเททำงานให้สำเร็จ เป็นสองสิ่งที่อาจดูคล้าย – แต่จริงๆแล้วต่างกัน

บางครั้ง เราต้องการพลังแห่งความทุ่มเท – ก้มหน้าทำให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปคาดหวังผลลัพธ์ใดๆ
แต่บางครั้ง เราอาจต้องการผลลัพธ์ – ต้องการทางเดินที่ถูกต้อง มากกว่าความทุ่มเทที่อาจไม่ถูกทิศทาง

ผลลัพธ์ ไม่อาจได้มาโดยปราศจากความทุ่มเท
แต่ความทุ่มเทอันมากมาย ก็ไม่อาจรับรองได้ว่าจะถึงที่หมายอย่างที่ใจหวัง

ชีิวิตไม่ใช่สมการ หนึ่งบวกหนึ่งอาจไม่ใช่สอง และไม่อาจมีสูตรตายตัวให้หยิบใช้ได้ครอบจักรวาล

ชีิวิตที่ดี คือการรู้จักยืนให้ถูกที่ หยิบให้ถูกชิ้น เลือกให้ถูกทาง มองให้ถูกมุม
ในแต่ละสถานที่ แต่ละเวลา แต่ละสถานการณ์ ที่แตกต่างกันไป

Texas – Say What You Want

P1000847

ขอเชิญมาฟังเพลงกัน …

ที่จริงเพลงนี้ก็ไม่ได้เก่าแก่อะไรมากมาย
แต่ใคร “ทัน” เพลงนี้บ้าง ?
แล้วตอนนั้นแต่ละคนทำอะไรกันอยู่ ?

ผมว่าเพลงนี้เหมาะกับการฟังช่วงฝนตกเป็นอย่างยิ่ง
ฟังเพลงนี้พร้อมเสียงฝนเป็นแบกกราวด์

ถ้าจะให้ดี มีบรั่นดีเยี่ยมๆในมือซักแก้ว

อื้มมมมมมมม …

Transformers 2

transformers01

เพื่อไม่ให้ตกกระแส …. ผมไปดูมาแล้วครับ

ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยไปดูหนังแบบ “ทางการ” ขนาดนี้เป็นครั้งแรก เพราะขับรถไปซื้อตั๋วล่วงหน้า 7 วัน ต่อคิว 15 คิว ได้ตั๋วรอบค่ำ แถมที่นั่งเหลืออีกแค่ครึ่งโรง

ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะอยากดูหนังฟอร์มยักษ์ Transformers 2 ในโรง IMAX เพราะยังติดใจความอลังการของฟิล์มขนาดยักษ์จาก Bat Man – The Dark Knight ไม่หาย

ภาพจากโรงหนัง IMAX ยังน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนเดิม (แม้โดยส่วนตัวผมจะชอบภาพจาก Bat Man – The Dark Knight มากกว่าเรื่องนี้)​ สวยงาม คมชัด และใหญ่โตอลังการ ดูแล้วอยากเลิกเล่น DSLR หันไปเล่นกล้องมีเดียมฟอร์แมตแทน (ฮา)

อีกอย่างที่ประทับใจมากคือระบบเสียง อาจเป็นเพราะระบบของ IMAX เอง หรืออาจเพราะ transformers ทำระบบเสียงออกมาดี เล่นเสียงดังเบา เล่นระดับ เล่นเสียงเล็ก เสียงใหญ่ เล่นความใกล้ ไกล ซ้าย ขวา หน้า หลัง ดีมากเป็นทุนอยู่แล้วก็ได้

เอาเป็นว่าผลคือผมได้ยินเสียงเหล็กกระทบกันสนั่นลั่นโรง ได้ยิงเสียงเศษแก้ว เศษฝุ่น ชัดแจ๋วยังกับได้วิ่งคลุกฝุ่นอยู่ข้างๆเมแกน ฟ๊อกซ์

Read more

เปลี่ยนโฉมใหม่ …​ อีกครั้ง

หลังจากปล่อยให้รกร้างจนหยากไย่ขึ้นมานาน ในที่สุดก็ได้โอกาสแวะมาปัดฝุ่น iRood.net แห่งนี้เสียที

ปรับโฉมใหม่นะครับ ใช้ theme ใหม่ และเปลี่ยนใหม่ให้เป็น blog ธรรมดาสามัญ

ส่วน photoblog นั้น หลังจากทู่ซี้ทำไปได้ไม่กี่เดือน รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเวิร์ก traffic ที่เข้ามาก็กลายเป็นสแปมซะเป็นส่วนมาก (อาจเพราะทำเป็นภาษาอังกฤษ) คนที่ตามดูจริงๆก็มีไม่เท่าไหร่ แถม “หน้าที่” อัพเดตรูปภาพอย่างประจำนี่ก็เป็นงานหนักเอาเรื่อง เพราะเรื่องภาพถ่าย มันต้องมี “อารมณ์ร่วม” ไม่น้อย ถึงจะทำได้ – เลยเอาเป็นว่า ยอมรับความจริง ปล่อยให้ photoblog ล้มพับไปเสียละกัน

บล็อกนี้ยังจะคงเอาไว้ เขียนโน่น นี่ นั่น เพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย ส่วนภาพถ่ายก็จะหมั่นมาใส่ไว้บ้างตามแต่อารมณ์และโอกาส

ใครบางคนบอกผมว่า ให้หัดชีวิตตามแต่อารมณ์และหัวใจจะพาไปเสียบ้าง

ก็เลยลองดู …

Page 1 of 512345»
Return top

iRood ?!

Yeah, it's me ...

Reach me at saruj.t (at) gmail.com